แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แก้วมังกร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แก้วมังกร แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

แก้วมังกร (13) แหล่งสอบถาม

1. สวนเกษตรแก้วมังกร คลอง 10 โทร 02-908-9887, 081-343-2637 (คุณเก่ง)
รังสิต คลอง 10



 2. คุณชาญ หมู่บ้านสามัคี
(โทรถามรายละเอียดการติดต่อคุณชาญอีกทีที่รายการ 042-461-202)
ปลูกต้นกระดุมทองใต้โคนต้น เพื่อเก็บความชุ่มชื่นของดิน และช่วยไม่ให้หญ้าอื่นๆ มาขึ้น
ปลูกแก้วมังกร โดยไม่ใช้สารเคมี



3. อาจารย์วินัย วิริยะอลงกรณ์  จ.เชียงใหม่  โทร. 053-873387-9
ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจสอบถาม ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   อาจารย์วินัย วิริยะอลงกรณ์  สาขาไม้ผล ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้    จ.เชียงใหม่    50290   โทร.   053-873387-9      ในวันและเวลาราชการ

4. สวนมังกรทอง อาจารย์คะนอง อิสระ จ.อำนาจเจริญ โทร.08-7960-9808, 08-9865-7140 ทุกวัน.
หากใครสนใจต้องการแก้วมังกรปลอดสารพิษไว้รับประทานหรือจะมาศึกษาดูงาน เชิญได้ที่สวนมังกรทอง อาจารย์คะนอง อิสระ เลขที่ 82 หมู่ที่ 4 บ้านเหล่าฝ้าย ต.ดงบัง อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ โทร.08-7960-9808, 08-9865-7140 ทุกวัน.

5. สวนตากะยาย ซอยศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดยโสธร 045722586
ถ้าท่านสนใจ ติดต่อข้อมูลจาก สวนตากะยาย ซอยศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดยโสธร 045722586 ครูหมอ ( นำประสบการณ์ตรงมาเผยแพร่)

6. ผู้ใหญ่จรูญ แดงขาว โทรศัพท์ (081) 113-5894
ท่านใดสนใจจะขอคำแนะนำเพิ่มเติม หรือจะขอซื้อผลผลิตแก้วมังกรไปรับประทาน ติดต่อโดยตรงที่ ผู้ใหญ่จรูญ แดงขาว โทรศัพท์ (081) 113-5894 ได้ทุกวัน

7. คุณจิตนา วรศรี จ.พัทลุง หรือโทร.0-7460-0055
หากใครสนใจเข้ามาเรียนรู้การปลูกแก้วมังกรที่สวนยินดีให้ความรู้โดยไม่ปิดบัง ติดต่อได้ที่บ้านเลขที่ 220 หมู่ 5 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง หรือโทร.0-7460-0055

แก้วมังกร (12) การผลิตแก้วมังกรให้มีคุณภาพ

การผลิตแก้วมังกรให้มีคุณภาพ ป้องกัน โรค ปุ๋ย เก็บเกี่ยว
แนบไฟล์:
คำอธิบาย: แก้วมังกร
แก้วมังกร.jpg
แก้วมังกร.jpg [ 31.52 KiB | เปิดดู 2070 ครั้ง ]

1. การผลิตแก้วมังกรที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง

1.1 มดคันไฟ เป็นศัตรูสำคัญในสวนแก้วมังกรที่ปลูกใหม่โดยชอบกัดกินยอดอ่อน ในช่วงแรกหลังปลูก เกษตรกรจึงควรตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอเพื่อทำลาย โดยต้องทำลายทั้งรัง ไม่ทำลายแต่เพียงตัวมดที่พบ แนะนำให้ใช้เหยื่อล่อที่เป็นเนื้อสัตว์สด และติดตามรังโดยสังเกตจากการเดินแถวของมด เมื่อพบรังให้ใช้สารคาร์บาริล ละลายในบัวรดน้ำแล้วราดที่รัง หรือ ฉีดพ่นไปที่ตัวมดตามทางเดินแถว ตามยอดและข้อของต้นแก้วมังกร โดยควรผสมสารลดความตึงผิว(สารจับใบ)เพื่อให้สารเกาะที่ตัวมดได้ดีขึ้น และเนื่องจากมดคันไฟไม่ได้อยู่เป็นรังใหญ่ๆแต่จะมีรังกระจายอยู่ทั่วไป จึงต้องหมั่นตรวจสอบและกำจัดอยู่เรื่อยๆจึงจะได้ผล
 
1.2 นกและแมลงวันทอง เป็นศัตรูสำคัญในระยะติดผล โดยนกจะเจาะกินเนื้อแก้วมังกร ส่วนแมลงวันทองจะวางไข่ทำให้มีหนอนภายในผล วิธีการป้องกันกำจัดทั้งนกและแมลงวันทอง ทำได้โดยการห่อผลในระยะที่ผลมีอายุประมาณ 20 วันหลังดอกบาน (เริ่มจะเปลี่ยนสี) ด้วยถุงทำจากมุ้งพลาสติก
สีฟ้า ขนาด 30 X45 เซนติเมตร

1.3 การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องปลอดภัย ควรเน้นให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสม ผสาน และหากมีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องเน้นให้มีการเลือกซื้อและมีวิธีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่าง ถูกต้องและปลอดภัย โดย

ก.) การเลือกซื้อสารเคมี ควรแนะนำให้เกษตรกรเข้าใจวิธีการเลือกซื้อสารเคมีที่มีคุณภาพและเป็นสารเคมี ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เข้าใจรายละเอียดบนฉลากเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากได้อย่างถูก ต้อง โดย
- ไม่ซื้อสารเคมีที่มีฉลากไม่ชัดเจน เลอะเลือน หรือข้อมูลบนฉลากไม่ครบถ้วน เช่น ไม่มีเลขทะเบียน ไม่ระบุผู้ผลิต-ผู้จำหน่าย ไม่มีวัน เดือน ปี ที่ผลิต ฯลฯ
- ไม่เลือกซื้อสารเคมีที่มีราคาถูกกว่าผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตผู้จำหน่ายอื่น อย่างผิดปกติ
- ไม่ซื้อสารเคมีจากพ่อค้าเร่ หรือผู้ที่จำหน่ายแบบซ่อนเร้น ปิดบัง
- ตรวจดู วัน เดือน ปี ที่ผลิต ( ไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่ผลิต ) และตรวจดูภาชนะบรรจุ ( ฝาปิดหรือภาชนะไม่มีรอยเปิดหรือฉีกขาด )

ข.) การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องเหมาะสม
- ใช้แต่สารเคมีที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีเลขทะเบียนวัตถุอันตราย และมีคำแนะนำบนฉลากให้ใช้กับแก้วมังกร ต้องไม่ใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535
- อ่านคำแนะนำที่ฉลากให้ทราบคุณสมบัติ และวิธีการใช้ให้เข้าใจก่อนนำไปใช้
- พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรง และขณะปฏิบัติงานผู้พ่นต้องอยู่เหนือลมตลอดเวลา
- ควรเตรียมหรือผสมสารเคมีในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อจะได้ใช้ให้หมดในครั้งเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
- ให้หยุดใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูแก้วมังกรอย่างน้อย 15 วัน และหยุดใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้นแก้วมังกร อย่างน้อย 30 วัน ก่อนเก็บเกี่ยว
- จดบันทึกการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง

2. การผลิตแก้วมังกรที่มีคุณภาพ
มี รูปทรงสมส่วน มีกลีบเลี้ยงที่พอเหมาะสวยงาม มีขนาดปานกลาง 0.3-0.5 กก./ผล ผิวเปลือกไม่มีรอยตำหนิ รอยด่าง หรือแตกลาย มีเนื้อแน่น มีรสหวานอมเปรี้ยว ความหวานไม่น้อยกว่า 13 % บริกซ์
เนื่องจากยังไม่มีคำแนะนำการผลิตแก้วมังกรตามแนวทางเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร ดังนั้น จึงได้นำสาระสำคัญจากเอกสาร แก้วมังกร พืชเศรษฐกิจ ผลไม้สุขภาพ ISBN 974-8391-30-2 เรียบเรียงโดย ว่าที่ ร.ต.ดร.สุรพงษ์ โกสิยะจินดา มาสรุปเป็นคำแนะนำ ที่ควรถ่ายทอด
สู่เกษตรกร ดังนี้

2.1 พันธุ์ แก้วมังกร แก้วมังกรที่นิยมปลูกเป็นการค้าในประเทศไทย ในปัจจุบัน มี 2 ชนิด(species) คือ ชนิดเนื้อขาวเปลือกแดง และชนิดเนื้อแดงเปลือกแดง (ชนิดเนื้อแดงจะออกดอกดก แต่ติดผลน้อยถ้าไม่ช่วยผสมเกสรด้วยตัวผู้จากต้นเนื้อขาว) เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นต้นพันธุ์แก้วมังกรที่นำมาปลูกเป็นพันธุ์ดี ผ่านการทดสอบและคัดเลือกแล้วว่า เจริญเติบโตดี ให้ผลดกและมีคุณภาพดี จึงควรเลือกซื้อต้นพันธุ์จากเจ้าของพันธุ์ที่เชื่อถือได้ หรือซื้อจากสวนที่ปลูกแก้วมังกรและออกดอกติดผลให้เห็นแล้วว่ามีคุณภาพดี ( ยกตัวอย่าง เช่น สวนแก้วมังกรบ้านโป่ง โดย ว่าที่ ร.ต. สุรพงษ์ โกสิยะจินดา โทร 0-1825-0945 ซึ่งคัดเลือกสายพันธุ์แก้วมังกรเบอร์ 100 ซึ่งให้ผลดกและมีคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค)
ต้นพันธุ์ดี มีทั้งต้นพันธุ์ที่เกิดจากการนำกิ่งแก้วมังกรพันธุ์ดีไปตัดเป็นท่อนแล้วนำไป
ปัก ชำโดยตรง หรือเป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการต่อยอดด้วยพันธุ์ดี ต้นพันธุ์ที่เจริญแข็งแรงพอดีจะมีอายุระหว่าง 4-5 เดือน ซึ่งมีระบบรากแข็งแรงพอ และมีกิ่งใหม่ที่แก่แล้ว ความสูงของต้นพันธุ์จากผิววัสดุเพาะชำ(รวมทั้งท่อนพันธุ์เดิมและกิ่งที่แตก ใหม่)ไม่ควรน้อยกว่า 30 เซนติเมตร

2.2 การตัดแต่งกิ่งและการจัดทรงพุ่ม
ระยะปลูกของแก้วมังกรที่เหมาะสม คือ 3 X 3.5 เมตร โดยมีระยะระหว่างแถว 3.5เมตร ระยะระหว่างหลัก 3.0 เมตร จำนวน 150 หลัก/ไร่ เนื่องจากแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ และเป็นต้นไม้เลื้อย จึงต้องการหลักหรือเสาเพื่อไต่ขึ้นไปเหนือดิน
เสาหรือหลัก ต้องมีความมั่นคงแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของต้นแก้วมังกรที่อาจหนักมากกว่า 200 กิโลกรัมได้เป็นอย่างดี ไม่โค่นล้มได้ในภายหลัง อาจใช้ท่อปูน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว เนื้อท่อหนา 1.4-1.5เซนติเมตร หรือใช้เสาเข็ม เสา คสล. ขนาดต่างๆก็ได้ เสาที่ใช้ควรมีความยาวไม่น้อยกว่า 2 เมตร เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วควรมีความสูงเหนือจากพื้นดินประมาณ 1.5 เมตร ปลายเสาต้องติดตั้งร้านหรือค้าง อาจใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้แดง เพื่อให้ทนทานต่อการใช้งานนานถึง 10 ปี และสามารถแบกรับน้ำหนักของแก้วมังกรได้ด้วย นำมาทำเป็นกรอบ ขนาด 0.5 X 0.5 เมตร ติดตั้งบนปลายเสา เพื่อให้ต้นแก้วมังกรเลื้อยเมื่อเจริญถึงสุดปลายเสา(หลัก)
การผูกลำต้น เมื่อต้นแก้วมังกรแตกยอดเจริญทอดยาวขึ้นเรื่อยๆ ให้ผูกลำต้นด้วยเชือกฟางกับเสาให้มั่นคง แต่อย่าแน่นเกินไป โดยผูกเป็นระยะๆไม่ให้ลำต้นโอนเอน พร้อมกับจัดตำแหน่งของลำต้นให้กระจายบนเสา จนเมื่อต้นแก้วมังกรเจริญขึ้นถึงร้านแล้วก็ยังจำเป็นต้องจัดการผูกลำต้น เพื่อจัดให้เป็นระเบียบ เชือกฟางที่ผูกยึดลำต้นนี้จะผุเปื่อยจากแสงแดดได้ ดังนั้นถ้าลำต้นยังออกรากเกาะเสาได้ไม่แน่นหนาพอ ก็จำเป็นต้องผูกเชือกใหม่ให้มั่นคง
การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งกิ่งมีความสำคัญเพราะกิ่งแก่จะไม่ค่อยออกดอก ดอกจะเกิดได้ดีบนกิ่งใหม่ ซึ่งการตัดปลายยอดจะทำให้แตกยอดใหม่ประมาณ 1-3 ยอด ทุกครั้งที่ตัดปลายยอดให้ทาแผลด้วยปูนขาว หรือปูนกินกับหมาก จึงควรมีการตัดแต่งกิ่งที่ดีตั้งแต่ปีแรก ตามแนวทาง ดังนี้
- ปีที่ 1 เมื่อต้นเจริญเลยปลายเสาและร้านออกไปให้ตัดยอดออก ครั้งที่ 1 เพื่อให้แตกยอดใหม่ ในปีแรกควรตัดยอดประมาณ 3 ครั้ง จะได้กิ่งใหม่ 8 กิ่ง/ต้น หรือ 32 กิ่ง/หลัก
- ปีที่ 2 เมื่อต้นมังกรมีอายุครบ 1 ปี และมีความสมบูรณ์ ก็จะออกดอกและให้ผลได้บ้าง ควรตัดแต่ง 2 ครั้ง จะได้กิ่งใหม่เพิ่มเป็น 32 กิ่ง/ต้น หรือ 128 กิ่ง/หลัก
- ปีที่ 3 ตัดแต่งกิ่ง และตัดยอดอย่างบางเบา เหมือนปีที่ 2 ในหนึ่งหลักจะมีกิ่งประมาณ 190 กิ่ง
- ปีที่ 4 และปีต่อๆไป หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วควรทำการตัดแต่งกิ่งอย่างหนักโดยตัดเอากิ่งแก่ ที่อยู่ในทรงพุ่มออก และเลี้ยงให้ได้กิ่งสาวประมาณ 200 กิ่งทุกปี

2.3 การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและพอดี อย่าให้มีน้ำขังแฉะบริเวณรากและโคนต้น ในกรณีที่ใช้ท่อปูนทำเป็นเสา(หลัก) เสานี้จะใช้ใส่น้ำไว้เพื่อลดความร้อนและเพิ่มความชื้นทำให้รากเกาะเสามีมาก ขึ้น ต้นแก้วมังกรที่มีอายุ 2-3 เดือนแรกต้องการน้ำประมาณ 10-20 ลิตร/หลัก/สัปดาห์ และเมื่อต้นแก้วมังกรมีอายุมากขึ้น ลำต้นใหญ่ขึ้น ระบบรากเจริญกระจายไปมากขึ้น ก็ต้องการน้ำมากขึ้นไปด้วย

2.4 การจัดการดินและปุ๋ย
- ปีที่ 1 หลังปลูกแล้ว 2 เดือน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หลักละ 1 บุ้งกี๋ และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลักละ 1-2 ขีด ทุก 2 เดือน รวมประมาณ 1 กิโลกรัม/ปี
- ปีที่ 2 เมื่อต้นแก้วมังกรให้ผลผลิตแล้ว ต้นแก้วมังกรที่มีการเจริญเติบโตอย่างปกติ กิ่งที่มีความสมบูรณ์ ดีมีความแก่พอเหมาะ จะออกดอกในช่วงวันยาว เริ่มตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป โดยทะยอยออกดอก-ติดผล เป็นเวลานานประมาณ 6 เดือน (เมษายน-กันยายน) โดยนับจากเริ่มเห็นตุ่มดอกจนดอกบานใช้เวลาประมาณ 15-18 วัน และจากดอกบานจนถึงเก็บเกี่ยว ใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์ ดังนั้น จึงพบดอกและผลแก้วมังกรหลายระยะบนต้น/หลักเดียวกัน และมีผลแก่ทะยอยเก็บเกี่ยวได้เกือบทุก 10 วัน ในขณะที่ยังไม่มีคำแนะนำการใส่ปุ๋ยจากงานวิจัยที่ชัดเจน จึงมีคำแนะนำการใส่ปุ๋ยเบื้องต้น ดังนี้
- ปุ๋ยอินทรีย์ อย่างน้อย ปีละ 2 ครั้ง โดยในครั้งแรกควรให้ปุ๋ยหลังเก็บเกี่ยวผลรุ่นสุดท้าย
( พฤศจิกายน) ประมาณหลักละ 1- 4 บุ้งกี๋ ตามขนาดของทรงพุ่ม
- ปุ๋ยเคมี ช่วงบำรุงต้นหลังเก็บเกี่ยว (พฤศจิกายน – มีนาคม) ควรให้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 เดือนเว้นเดือน ในอัตราประมาณ 0.2 กก./หลัก/ครั้งในปีแรก และเพิ่มปริมาณขึ้นใน ปีต่อๆไปตามอายุและขนาดของทรงพุ่ม
ช่วงออกดอกและติดผล ควรให้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 และสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16
สลับกันในอัตราประมาณ 0.2 กก./หลัก/เดือนในปีแรก และเพิ่มปริมาณขึ้นในปีต่อๆไปตามขนาดทรงพุ่มและการติดผล โดยอาจให้ปุ๋ย 15วัน/ครั้ง หรือ 30วัน/ครั้ง

2.5 การป้องกันกำจัดศัตรูพืช – ดูในข้อที่ 1 -


2.6 การตัดแต่งผล เพื่อให้ได้ผลแก้วมังกรที่มีขนาดใหญ่และสม่ำเสมอ รวมทั้งมีผิวสวยปราศจากรอยตำหนิจึงควรตัดแต่งผลบางส่วนออก เ ช่น ในกิ่งที่ออกดอกและติดผลมาก ให้เลือกตัดผลที่ด้อยออก เหลือไว้เพียง 2 ผล / กิ่ง เพื่อให้ผลที่เหลือเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ให้ตัดผลอ่อนที่เกิดตรงปลายยอดออกตั้งแต่เริ่มติดผลใหม่ๆเพราะผลจะมีลักษณะ ไม่ดี รวมทั้งพิจารณาตัดผลอ่อนที่มีรอยตำหนิ
ซึ่งมักจะเป็นผลที่เกิด ขึ้นในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผลอ่อนเสียดสีกับกิ่งและหนาม เพราะถ้าปล่อยไว้ก็จะกลายเป็นผลที่ไม่สวย ไม่มีคุณภาพ ขายไม่ได้ราคา

2.7 การเก็บเกี่ยวและปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยวอย่างถูกต้อง วัยที่เหมาะสมสำหรับเก็บเกี่ยวผลแก้วมังกร คือ หลังจากดอกบานประมาณ 30 วัน หรือ หลังจากผลเปลี่ยนสีแล้ว 4-7 วัน แต่ไม่ควรเกิน 7 วัน เพราะผลจะแก่เกินไป(งอม)
ลักษณะของผลแก้วมังกรที่แก่พอเหมาะจะมีผิวผลสีแดงบานเย็น กลีบบนผลบริเวณโคนกลีบมีสีแดงเล็กน้อยแต่ส่วนใหญ่เป็นสีเขียว ส่วนผลที่แก่เกินไป เปลือกเริ่มปริเป็นทาง กลีบจะเปลี่ยนเป็นสีแดงมากขึ้น เนื้อภายในจะค่อนข้างใสและเหลว
วิธีการเก็บเกี่ยว ค่อนข้างยุ่งยากเพราะขั้วของผลแก้วมังกรฝังอยู่ในกิ่ง ทำให้ผลแนบชิดกับกิ่ง โดยทั่วไปเกษตรกรจะตัดกิ่งที่ติดผลลงมาก่อนแล้วจึงค่อยตัดผลออกจากกิ่งในภาย หลัง วิธีนี้ใช้เวลาและแรงงานในการเก็บเกี่ยว/ขนย้ายมาก จึงแนะนำให้ใช้กรรไกรตัดผลแก้วมังกรที่ออกแบบสำหรับเก็บเกี่ยวผลแก้วมังกร โดยเฉพาะ เพื่อให้เก็บเกี่ยวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทำให้กิ่งเสียหายมากเกินไป หรือเกิดบาดแผลขนาดใหญ่ทำให้กิ่งนั้นมีโอกาสออกดอกให้ผลได้อีก
ผลแก้วมังกรที่เก็บเกี่ยวลงมาแล้ว ให้บรรจุลงในภาชนะที่สะอาด ไม่ทำให้ผลถูกกดทับมากเกินไปหรือกระแทกช้ำ และไม่ทำให้ผิวผลเกิดริ้วรอยตำหนิขูดขีด ขนย้ายอย่างระมัดระวังไปยังโรงคัดบรรจุ เพื่อคัดแยกผลตามขนาด/คุณภาพ และนำส่งพ่อค้าผู้รับซื้อแก้วมังกรโดยเร็วเพื่อให้ผลแก้วมังกรถึงมือผู้ บริโภคในขณะที่ยังคงมีความสด ทั้งนี้ผลแก้วมังกรจะเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 14 วัน ที่อุณหภูมิ 7-10 องศาเซลเซียส ถ้าเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่านี้จะเกิดความเสียหายได้ สำหรับแก้วมังกรที่ตัดแต่งพร้อมบริโภคบรรจุในภาชนะหุ้มด้วยพลาสติก สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ได้นานถึง 8วัน

คำอธิบายฉลาก วัตถุอันตรายด้านการเกษตร

ฉลาก ของวัตถุอันตรายด้านการเกษตร เช่น สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ถูกต้องตามกฏหมายควรมีฉลากขนาดที่เหมาะสมกับ ภาชนะบรรจุ ปิดหรือพิมพ์ไว้ที่ภาชนะบรรจุ ระบุเครื่องหมายและข้อความเป็นภาษาไทย ดังนี้
(1) ชื่อทางการค้า
(2) ชื่อสามัญ หรือ ชื่อทางเคมี หรือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสารสำคัญ
(3) อัตราส่วนผสมและลักษณะผลิตภัณฑ์
(4) วัตถุประสงค์การใช้
(5) เครื่องหมายและข้อความตาม ข้อ 8
(6) ประโยชน์ วิธีใช้ วิธีเก็บรักษา วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับภาชนะบรรจุและการป้องกันอันตรายหรือความเสียหาย
(7) คำเตือน
(8) อาการเกิดพิษ การแก้พิษเบื้องต้น คำแนะนำให้รีบส่งผู้ป่วยไปพบแพทย์พร้อมด้วยฉลากหรือภาชนะบรรจุ และคำแนะนำสำหรับแพทย์
(9) ชื่อกลุ่มของสารเคมีเพื่อประโยชน์ในการรักษา (ถ้ามี)
(10) ชื่อผู้ผลิต สถานที่ประกอบการ สถานที่ตั้งโรงงาน และชื่อผุ้นำเข้าพร้อมสถานที่ประกอบการ
(11) ขนาดบรรจุ
(12) เดือนปีที่ผลิต หรือหมดอายุการใช้
(13) เลขทะเบียนวัตถุอันตราย
(14) แถบสี เพื่อระบุระดับความเป็นพิษของวัตถุอันตราย ซึ่งแบ่งเป็น 4 ชั้น ดังนี้
ชั้น 1 เอ พิษร้ายแรงมาก ( แถบสีแดง มีเครื่องหมายหัวกระโหลกกับกระดูกไขว้ พร้อมข้อความว่า"พิษร้ายแรงมาก" และภาพแสดงคำเตือนต่าง ๆ )
ชั้น 1 บี พิษร้ายแรง (แถบสีแดง มีเครื่องหมายหัวกระโหลกกับกระดูกไขว้ พร้อมข้อความว่า"พิษร้ายแรง" และภาพแสดงคำเตือนต่าง ๆ )
ชั้น 2 พิษปานกลาง (แถบสีเหลือง มีเครื่องหมายกากบาทพร้อมด้วยข้อความว่า "อันตราย" และภาพแสดงคำเตือนต่าง ๆ )
ชั้น 3 พิษน้อย (แถบสีน้ำเงิน มีเครื่องหมายกากบาทพร้อมด้วยข้อความว่า " ระวัง " และภาพแสดงคำเตือนต่าง ๆ )

แก้วมังกร (11) แก้วมังกรอินทรีย์ ของดี สระแก้ว

แก้วมังกรอินทรีย์ ของดี สระแก้ว

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 547

เทคโนโลยีการเกษตร 
รันตี วงศ์ตะนาวศรี

สวัสดีค่ะ ลมหนาวที่พัดเข้ามาปีนี้ นำเอาความแห้งแล้งระลอกใหญ่เข้ามาด้วย หลายที่หลายแห่งต้นข้าวแห้งตายเพราะขาดน้ำ สร้างความทุกข์ใจให้ชาวบ้านในขณะที่ข้าวราคาดี เพราะมีโครงการของรัฐอุ้มชู ขอเอาใจช่วยให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้พี่น้องเกษตรกรทั้งหลาย ผ่านพ้นวิกฤติแห่งลมฟ้าอากาศไปได้
เกษตรกรคนเก่ง แห่งอรัญประเทศ
 ลบคำสบประมาท “พืชไม่มีใบ มีลูกได้จริงหรือ”
พาท่านมาที่ บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มาพบกับ คุณดง จันทร์สีทอง เกษตรกรผู้ผลิตแก้วมังกรอินทรีย์ คุณดง เล่าว่า เดิมทีปลูกพริก ผักต่างๆ และพวกพืชไร่ จนเมื่อพี่ชายคือ คุณพา เกตุการณ์ ได้ชักชวนให้หันมาปลูกแก้วมังกร รู้สึกสนใจ พอดีกับในช่วงนั้นได้รับการอบรมความรู้ด้านการปลูกแก้วมังกรจาก อาจารย์กฤษณา โสภี อาจารย์จากศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว รวมทั้งมีโอกาสได้ไปดูงานการผลิตแก้วมังกรจากเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง จึงทำให้มั่นใจว่า แก้วมังกร จะเป็นพืชที่สร้างรายได้ จึงเปลี่ยนจากการปลูกผักและพืชไร่หันมาปลูกแก้วมังกรเป็นหลัก ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2549

คุณดง เล่าต่อว่า เมื่อตัดสินใจจะเปลี่ยนมาปลูกแก้วมังกรก็ได้ซื้อต้นพันธุ์มาจากอำเภอกระทุ่ม แบน จังหวัดสมุทรสาคร สมัยนั้นซื้อมาในราคาต้นละ 10 บาท ซื้อเสาใยหินมาทำค้างในราคาต้นละ 170 บาท และเปลี่ยนแปลงผักพื้นที่ 1 ไร่ ให้กลายเป็นสวนแก้วมังกรทั้งหมด สวนแก้วมังกรในพื้นที่ 1 ไร่ ของคุณดง สามารถปลูกแก้วมังกรได้ 180 ต้น หรือ 180 หลัก
“เมื่อตอนที่เราเริ่มต้นปลูกแก้วมังกร เมื่อ ปี 2549 ชาวบ้านบางคนในชุมชนแถวนี้ยังไม่เคยเห็นต้นแก้วมังกรมาก่อน พอเขามาเห็นเราปลูก หลายคนก็พูดว่าต้นไม้อะไรไม่มีใบ ปลูกแล้วจะมีลูกได้อย่างไร ตรงนี้เราก็ไม่ว่าอะไรเขาเพราะเขาไม่รู้แต่เรารู้ และได้ไปดูงานมาแล้วจึงมั่นใจ” คุณดง เล่าความหลังให้ฟัง

โรงเกลือ ตลาดรับผลผลิตส่วนใหญ่
คุณดง บอกว่า ในช่วงเริ่มต้นการปลูกแก้วมังกรได้คาดการณ์ไว้ว่าตลาดโรงเกลือซึ่งอยู่ใกล้ๆ จะเป็นตลาดใหญ่ที่รับซื้อผลผลิตจากสวน
“เป็นอย่างที่เราคิดไว้ ตลาดโรงเกลือเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตส่วนใหญ่ของเรา โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาจองผลผลิตก่อนที่เราจะเก็บเกี่ยวถึงสวนเลย ไม่ต้องไปวางขายเองที่ไหน พ่อค้าเอาไปขายต่อที่ตลาดโรงเกลือในราคากิโลกรัมละ 40-50 บาท”
เมื่อมีผลผลิตออกมาจำหน่ายแล้ว คุณดง ยังได้รับคำแนะนำจากอาจารย์กฤษณาในเรื่องการผลิตแก้วมังกรในระบบเกษตรอินทรีย์
“อาจารย์กฤษณา เข้ามาแนะนำเรื่องการผลิตแก้วมังกรแบบอินทรีย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยาก อย่างเช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช แต่การปฏิบัติของเราเองในช่วงแรกๆ ก็ถือว่ายากอยู่สักหน่อยเพราะเราจะต้องหาปุ๋ยคอกที่ไม่มีสารเคมีเจือปนมาใช้ ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ซึ่งต่างจากเดิมที่เราเคยปลูกผักปลูกพืชไร่มาก่อน แต่ก็พยายามปรับตัวมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติ”

เพิ่มช่องทางการตลาด
คุณดง เล่าให้ฟังว่า เมื่อหันมาทำสวนแก้วมังกรอินทรีย์ ก็มีพ่อค้ารายหนึ่งมาซื้อผลผลิตไปเพื่อตรวจสอบคุณภาพ แล้วพบว่า ผลผลิตแก้วมังกรของเราผ่านมาตรฐานเป็นผลผลิตอินทรีย์ที่สามารถส่งออกไปขาย ยังต่างประเทศได้ จึงมีหลายบริษัทที่สนใจติดต่อเข้ามาเพื่อซื้อผลผลิต
“บริษัทจะเข้ามาซื้อผลผลิตจากเราถึงสวน โดยจะคัดแยกเป็น 4 ไซซ์ 4 ขนาด คือ A B C D ไซซ์ใหญ่ที่สุดคือไซซ์ A ขนาดน้ำหนักลูกละประมาณ 700-800 กรัม ราคาขายจากสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท บริษัทจะซื้อผลผลิตทุกไซซ์ มาซื้อครั้งละ 400-500 กิโลกรัม เพื่อเอาไปส่งออกขายเมืองนอก”
การขายผลผลิตให้กับบริษัทส่งออกแม้ว่าจะได้ราคาดีแต่ก็มีปัญหา โดยคุณดง บอกว่า เวลาบริษัทเข้ามาซื้อผลผลิตในพื้นที่ เขาต้องการผลผลิตเยอะๆ แต่เราทำให้ได้ครั้งละแค่ 400-500 กิโลกรัม ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่บริษัทต้องการ ตอนนี้จึงเตรียมขยายพื้นที่ปลูกแก้วมังกรออกไปอีก และอยากชวนให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงหันมาปลูกแก้วมังกรแบบอินทรีย์ด้วย เพื่อให้จำนวนผลผลิตพอกับความต้องการของบริษัทที่เข้ามารับซื้อ

การปฏิบัติดูแล
สวนแก้วมังกรอินทรีย์
คุณดง เล่าถึงการปฏิบัติดูแลสวนแก้วมังกรอินทรีย์ว่า ปกติจะเก็บผลผลิตหมดในช่วงเดือนตุลาคม หลังจากนั้นจะตัดแต่งต้น ตัดกิ่งไม่สมบูรณ์ กิ่งที่มีโรคและแมลงออก แล้วใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้วัว พอถึงช่วงเดือนมีนาคม แก้วมังกรจะเริ่มออกดอก ช่วงนี้ให้ใส่ปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ด ผลผลิตจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ส่วนการให้น้ำ ปกติแก้วมังกรจะไม่ต้องให้น้ำนอกจากช่วงฤดูแล้งและช่วงที่ฝนทิ้งช่วงไปนานๆ ต้องให้น้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
จากวิธีการปฏิบัติดูแลรักษาสวนแก้วมังกรอินทรีย์ของคุณดง แล้วต้องบอกว่าไม่ยุ่งยาก คุณดง บอกว่า ใช้เพียงแรงงานในครอบครัว 2 คน ก็พอแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับการปลูกผัก ปลูกพืชไร่อย่างที่เคยทำมา แก้วมังกรถือว่าเป็นพืชที่ดูแลน้อยแต่ขายได้กำไรมาก

ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทย
บริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว
ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) เป็นหน่วยงานประเภทสถานศึกษาสังกัดกองปฏิบัติการ กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันมีศูนย์กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ เช่น ศฝช.ชุมพร ศฝช.ปัตตานี ศฝช.มุกดาหาร ศฝช.สระแก้ว ศฝช.สุรินทร์ เป็นต้น ส่วนศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว ปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายชายแดน 3 จังหวัดด้านตะวันออก ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด โดยรับผิดชอบการจัดกิจกรรมในพื้นที่ที่เป็นหมู่บ้านชายแดน จำนวน 137 หมู่บ้าน

ศูนย์จะจัดการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพโดยเน้นเกษตรธรรมชาติและอาชีพที่สอด คล้องกับวิถีชีวิตให้กับประชาชนตามหมู่บ้านชายแดน 3 จังหวัด คือ สระแก้ว จันทบุรี และตราด จัดการเรียนรู้เกษตรธรรมชาติแบบครบวงจร เพื่อพัฒนาอาชีพตามโครงการพระราชดำริในเขตจังหวัดสระแก้ว และได้จัดตั้งแหล่งเรียนรู้ไว้ตามจุดต่างๆ เช่น แหล่งเรียนรู้การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนบ้านโสนน้อย ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว แหล่งเรียนรู้การทำปุ๋ยอัดเม็ดบ้านป่าไร่ใหม่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว แหล่งเรียนรู้เกษตรผสมผสานซับตารี ตำบลทุ่งขนาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี แหล่งเรียนรู้เกษตรผสมผสานบ้านทับทิมสยาม 01 ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เป็นต้น

งานส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎร เช่น คุณดง จันทร์สีทอง ก็เป็นงานหนึ่งของศูนย์ และนอกจากนั้น ศฝช. สระแก้ว ยังเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 2 สาขาวิชา คือ วิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สาขางานไฟฟ้ากำลัง และวิชาเกษตรกรรม สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ สาขางานเกษตรทั่วไป อีกด้วย ปัจจุบัน ศฝช. สระแก้ว มี คุณประยูร ดังก้อง เป็นผู้อำนวยการ

ขอขอบคุณ ดร. สมคิด ใจตรง ผู้ช่วยคณบดี คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว

เขียนแล้วใน เทคโนโลยีชาวบ้าน

แก้วมังกร (10) พืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ในลุ่มน้ำปากพนัง

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 489
แก้วมังกร พืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ในลุ่มน้ำปากพนัง 
เทคโนโลยีการเกษตรนิพนธ์ สุขสะอาด Suksaad@hotmail.comแก้ว มังกร พืชเศรษฐกิจที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนลุ่มน้ำปากพนัง โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเยี่ยมแปลงปลูกแก้วมังกร ในอำเภอปากพนัง ซึ่งสร้างรายได้ และสร้างความหวังให้กับเกษตรกร ปลูกแบบยกร่องในแปลงไร่นาสวนผสม เจริญเติบโตได้ดี อายุการให้ผลผลิตเร็ว ต้านทานโรคแมลง เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ เป็นที่สนใจและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของคนลุ่มน้ำปากพนัง

คุณ จรูญ แดงขาว มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ คือผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 11 ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ประธานศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน กรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ตำบลป่าระกำ ฯลฯ และเป็นเกษตรกรผู้นำคนสำคัญในหมู่บ้าน/ตำบล ตามบทบาทที่ได้รับมอบหมายจากกรมส่งเสริมการเกษตร และการจัดทำแปลงปลูกแก้วมังกร ในโครงการส่งเสริมการเกษตรในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของผู้ใหญ่จรูญ เริ่มดำเนินการในปี 2549 ในพื้นที่ 3 ไร่ โดยปลูกแก้วมังกรเป็นพืชหลัก จำนวน 200 หลัก และปลูกพืชแซมอื่นๆ ตามฤดูกาล เช่น พริก ฟักทอง เลี้ยงปลา ฯลฯ ขณะนี้พืชหลักให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจและกำลังขยายผลไปสู่เกษตรกรรายอื่นๆ

ผู้ใหญ่ จรูญ เล่าให้ฟังว่า ตนได้ตัดสินใจปลูกแก้วมังกร ตามคำแนะนำของ คุณเกษม ดุกสุขแก้ว เกษตรตำบลป่าระกำ ซึ่งในตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าจะได้ผล แต่ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวเกษตรตำบล เลยรับโครงการมาดำเนินการ ครั้งแรก ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทางราชการ งบประมาณโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งฟาร์ม ในการจัดซื้อต้นพันธุ์แก้วมังกร จำนวน 400 ต้น ท่อคอนกรีต ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว ยาว 2 เมตร จำนวน 200 ต้น กางเขนเหล็ก 200 อัน และศาลาเรียนรู้ ขนาด 4X6 เมตร จำนวน 1 หลัง โดยที่ผู้ใหญ่จรูญได้แนะนำขั้นตอนการปลูกและการดูแลแก้วมังกร ดังนี้



วิธีการปลูก

ปลูก บนคันดิน ขนาดกว้าง 6 เมตร โดยปลูกแถวเดียวระยะห่างระหว่างหลุม 2 เมตร ก่อนปลูกเตรียมแปลงโดยกำจัดวัชพืช ไถพรวน ขุดหลุม รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ และยืนเสาหลัก (ท่อคอนกรีต) โดยการฝังลึกประมาณ 20 เซนติเมตร เทคอนกรีตให้แน่นเพื่อป้องกันเสาล้ม เมื่อคอนกรีตแห้งเสายืนแข็งแรงแล้ว นำต้นพันธุ์แก้วมังกรลงปลูกในหลุม หลักละ 2 ต้น หลังจากปลูกเสร็จใช้เชือกมัดยอดต้นแก้วมังกรให้เกาะติดกับเสาคอนกรีต ด้านบนให้นำน้ำใส่ในท่อจนเต็ม เพื่อเพิ่มความชื้น และหมั่นรดน้ำ 2-3 วัน/ครั้ง และต้องคอยกำจัดวัชพืช และสังเกต ถ้าหากแก้วมังกรแตกยอดใหม่ให้ใช้เชือกมัดติดกับเสาหลักทุกยอด จนกว่าจะขึ้นถึงยอดเสาหลัก จึงวางกางเขนเหล็ก เพื่อให้กิ่งแขนงพาดบนกางเขนในลักษณะแผ่ออกด้านข้างรอบๆ หลัก

สำหรับ การใส่ปุ๋ย ในช่วงแรกที่แก้วมังกรยังไม่ให้ผลผลิต ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 อัตรา 1 กำมือ/1 ค้าง หรือ 1 หลัก ใส่เดือนละ 1 ครั้ง และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 2 เดือน/ครั้ง ครั้งละ 1-2 กิโลกรัม และใช้ไคโตซาน อัตรา 2 ช้อน/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น ทุก 10 วัน และใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำรดบ่อยๆ จนกระทั่งแก้วมังกรอายุ 8-9 เดือน เริ่มออกดอก ปุ๋ยเคมีเปลี่ยนมาใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 2 กำมือ/ครั้ง/เดือน ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ และสารสกัดไคโตซานยังใช้คงเดิม และในช่วงติดผล ใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 2-3 กำมือ/ค้าง

การติดดอกออกผล สังเกตว่า กิ่งที่จะให้ผลผลิตจะต้องเป็นกิ่งที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 5 เดือน ยอดแข็ง

(มี รอยนูนชัดเจนที่ตาหนาม) แก้วมังกรจะออกดอกในช่วงที่มีวันยาว หรือตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม เป็นต้นไป เมื่อสังเกตเห็นว่า บริเวณตาหนามของกิ่งที่แก่ มีรอยนูนชัดเจน แสดงว่าเป็นตาดอก นับไปอีกประมาณ 7-10 วัน จนเห็นตาดอกแทงออกมาประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ตาดอกจะพัฒนาเร็วมาก จากนั้นอีกประมาณ 10 วัน จะพัฒนาเป็นดอกตูม อีกประมาณ 13 วัน ดอกจะบาน โดยดอกจะเริ่มบานในช่วงกลางคืนถึงเช้า และดอกจะหุบในช่วง 8-9 โมงเช้า หลังจากดอกบานนับไปอีก 22 วัน แก้วมังกรจะสุกเก็บเกี่ยวได้



วิธีการดูแลรักษา

ใน ช่วงติดผล มักจะพบศัตรูพวกมดง่าม กัดกินตาดอก กำจัดโดยใช้เหยื่อพิษ (กากมะพร้าวผสมยาฆ่าแมลง) ส่วนในช่วงผลสุกจะมีศัตรูพวก นก หนู ทำลายบ้าง แต่ไม่มาก หลังจากเก็บเกี่ยว จะต้องตัดแต่งกิ่งทิ้งบ้าง โดยเฉพาะกิ่งแก่ที่เคยให้ผลแล้ว จะติดผลน้อย ควรตัดทิ้ง เมื่อตัดแล้วจะแตกหลายยอด จะให้ผลผลิตได้มากกว่า จะตัดแต่งใหญ่ในช่วงหลังการเก็บเกี่ยว คือ ประมาณปลายเดือนตุลาคม หลังจากตัดแต่ง บำรุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ จะทำให้กิ่งสมบูรณ์ เมื่อถึงฤดูถัดไปก็จะให้ผลผลิตเร็วและออกผลมาก



ต้นทุนการผลิต

งาน ปลูกแก้วมังกรจะลงทุนค่อนข้างสูงในช่วงแรก ได้แก่ ค่าเสาคอนกรีต ค่าต้นพันธุ์ และอุปกรณ์ ประมาณต้นละ 230 บาท แต่สามารถคืนทุนได้ภายใน 2 ปี ในปี 2553 นี้แก้วมังกรชุดแรกมีอายุ 4 ปี ให้ผลเฉลี่ย 30 ผล/หลัก ซึ่งคาดว่าจะให้ผลไปได้ประมาณ 15 ปี เมื่อเห็นว่าได้ผลแน่นอน ตนเองและเพื่อนบ้านได้วางแผนปลูกเพิ่ม โดยตนเองปลูกเพิ่มอีก 400 ค้าง และของเพื่อนบ้านอีกประมาณ 300 ค้าง คาดว่าในอนาคตตนจะปลูกแก้วมังกรเพิ่มให้ครบ 10,000 ค้าง และไม่นับรวมผู้ที่มาศึกษาดูงานจากต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ที่นำความรู้ไปขยายผล ตามบทบาทของศูนย์เรียนรู้ และจุดสาธิตทางการเกษตร

แก้ว มังกร นับเป็นพืชที่ขายง่ายอีกชนิดหนึ่ง ผลผลิตที่ได้จะมีเกษตรกรเพื่อนบ้าน ข้าราชการ และพ่อค้าทั้งใกล้-ไกล จะมาซื้อถึงสวนทุกวันที่ทราบว่าผลผลิตแก้วมังกรสุกตัดได้ โดยส่วนใหญ่จะสอบถามล่วงหน้าทางโทรศัพท์ ซึ่งถือว่าตลาดยังไปได้ดี

คุณ จรูญ บอกว่า ตนเองและครอบครัว รวมทั้งคนในชุมชนมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในชีวิต ที่ได้มีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จและถวายรายงาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสที่เสด็จฯ ทรงเยี่ยมความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในอำเภอปากพนัง และเสด็จฯ ทรงเยี่ยมแปลงปลูกแก้วมังกรของตนเอง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551

ท่าน ใดสนใจจะขอคำแนะนำเพิ่มเติม หรือจะขอซื้อผลผลิตแก้วมังกรไปรับประทาน ติดต่อโดยตรงที่ ผู้ใหญ่จรูญ แดงขาว โทรศัพท์ (081) 113-5894 ได้ทุกวัน


ที่มา หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052151053&srcday=&search=no 

แก้วมังกร (9) รอบรู้เรื่องแก้วมังกร

แก้วมังกร

แก้วมังกร

แก้วมังกร
ลักษณะทางธรรมชาติ :                       

* เป็นพืชอวบน้ำ  ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง  ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านเล็กเรียว ยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน                       

* ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของ ตลาดถึง 13 สายพันธุ์  ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส.   เป็นพันธุ์ดีที่สุด  ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์ เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ                       

* แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว.  เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.

* พันธุ์ผิวทอง (เหลือง) จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี  แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก                               

* พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี                       

* พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
                       
* ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป  แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ
                       
* ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม  ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง
                       
* อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน                       

* อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
                                           
* ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้                         

* ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00 - 21.00 น.บานเพียงคืนเดียว  เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย
                       
* ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย. - ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด  หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15 – 20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก   ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. –มี.ค.หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก           

* เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์เกิด จากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) แล้วผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว                       

* ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน
                        
* การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิด เบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี                       

* การใช้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน.(8 มก.)   อัลฟ่า เอ็นเอเอ.(150 มก.) หรือเบทา เอ็นเอเอ.(400 มก.)อย่างใดอย่างหนึ่ง  ต่อน้ำ  1 ล.  ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) ก่อนดอกบาน 11 วัน จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ  สีเปลือก   และกลีบผล  มีคุณภาพดีขึ้น
                         
* ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก
                             
* กิ่งขนาดใหญ่  อวบอ้วน  ยาว 50 - 80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
                       
* อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง
                       
* กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก  แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1 - 1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3 - 4 ข้อทิ้ง  หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออก ดอกติดผลต่อไป                       

* เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย  ดีปลี  พลูฝรั่ง  กล้วยไม้  ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสียเลย   ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง                       

* อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป   เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม.  จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดีกว่ากิ่งชี้ขึ้น
                  
* กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม.แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน
                          
* รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น  ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดิน เหมือนไม้พืชทั่วๆไป  ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนง แตกออกมาเรื่อยๆขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บน หลัก                             

* รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม  โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสาร อาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย
                                              
* การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบาย น้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง  ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆซึมออกมาตามผิวท่อนอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสาร อาหารอีกด้วย                       

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้  ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลาย เท่า                       

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆที่ต้นยังเล็ก  ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น  แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้ อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย                        

* วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด  ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด  เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม.  ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย  กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติด ผล                           

*  เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี   มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่วไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา  น้ำหนักมาก  หลักอาจจะพังลงได้  การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 X 4  นิ้วหรือ  6 X 6  นิ้ว  หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า                       

* เมื่ออายุต้นมากๆ  นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น  แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์ชีวภาพ นำ - เคมีวิทยาศาสตร์ เสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย
                         
* ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50 เปอร์เซ็นต์) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่ เสมอ                       

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย                       

* ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง  แก้ไขด้วยวิธี  ตัดแต่งกิ่งแบบทำสาว   โดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม.  จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง(ใบ) อ่อนใหม่  เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอ ครั้งแรก
                                                     
* เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่  หัวปลา  พุงปลา  ซี่โครงไก่  กระดูกป่น) จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ
                       
ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆมีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่ เริ่มผุเปื่อย  จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประโยชน์สูง สุดอย่างแท้จริง                       

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า                        

* เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่ม  หว่านทับด้วยปุ๋ยคอกเสริมด้วยยิบซั่มธรรมชาติ กระดูกป่นและจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้นมาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้น สมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิว ดิน                          

* ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้วควรประกอบ ส่วน  ดังนี้   “มูลวัวเนื้อ/วัวนม10 ส่วน,  มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน,   มูลค้างคาว 1 ส่วน,   ยิบซั่มธรรมชาติ 2 ส่วน,  กระดูกป่น 1 ส่วน”  คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก
                         
* ตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก  ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ/ต้น/3 เดือน  ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด                       

* ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็วและ จำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ                       

* เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
                                   
* ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก  ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก  แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี  เปิดตาดอกไม่ออก                          

* ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
                                      
* อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง  สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก15 วัน  โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู   แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส  ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

* ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย  "ธาตุรอง/ธาตุเสริม"  ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี  รสหวาน  เนื้อแน่น  เปลือกบาง  แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด  เนื้อเหลว  เปลือกหนา

* ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก  สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว  ให้บำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป  จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่  เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน  สีเปลือกจะเปลี่ยนจารเขียวเป็นแดงเอง  ส่วนรสชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

* ผลแก้วมังกรที่ได้รับธาตุรอง/ธาตุเสริมเต็มที่  เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆรสชาติดีมาก
                                                 
* ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องสาเซลเซียส.  ออกซิเจนผ่านได้ 4 ล./ตร.ม./ชม.จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน                         

* กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี
สายพันธุ์                        
พันธุ์แม็กซิโก  :  ผลเล็ก   เนื้อขาว   เปลือกเหลือง   ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน   :  เนื้อแดง   เปลือกแดง   ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย                          
พันธุ์เวียดนาม  :  ผลใหญ่  เนื้อขาวครีม  เปลือกแดงอมชมพู  รสหวานจัด  กลีบใหญ่และห่าง
พันธุ์ไทย     :  ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม  เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว  กลีบเล็กและ
              ถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ  :                       
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย)  พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก  การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อน เสมอ                       
- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่ รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ



การขยายพันธุ์                         
ชำกิ่งในถุง :

เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม.  ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที  นำขึ้นผึ่งลม  ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว  มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก  เก็บในเรือนเพาะชำ  ให้น้ำสม่ำเสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ  บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออกมานอกถุงแล้ว จึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์  โตเร็วและให้ผลผลิตเร็ว......ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออกรากแต่จะเน่าตายไปเลย                       

ชำกิ่งในแปลงปลูก  :                             
เลือกกิ่งแก่ขนาดยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริงโดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก  รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ   ปักกิ่งลึก 5-10 ซม.หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น  ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด  หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขัง ค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป  ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด                         

ตอน :                                  
เลือกกิ่งแก่  กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง  ใช้มีดคมๆเฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน  ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป  ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอนขุยมะพร้าวตามปกติ  บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา  เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป                         

หักกิ่ง :                       
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะ ได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้านแล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง  เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :                            
เลือกผลแก่จัด  ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ  นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง  ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา  กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลง ปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์                        



ระยะปลูก
                        
ระยะปกติ :
                       
- ปลูกแบบแถวเดี่ยวขวางตะวัน  ระยะห่างระหว่างต้น (หลัก) และระหว่างแถว 4 X 4 ม. หรือ  4 X 6 ม.
  ปลูกแบบนี้ทำให้ทุกหลักได้รับแสงอาทิตย์เท่าๆกัน                       
- ปลูกแบบแถวคู่ขวางตะวัน  ระยะห่างระหว่างแถว 4 ม.  ระยะห่างระหว่างต้น (หลัก) 2 ม. สลับฟันปลาเพื่อ
  ให้ทุกหลักได้รับแสงอาทิตย์                       
- ความสูงของหลักส่วนที่อยู่ดินสูง 1.20-1.50 ม.                        
ระยะชิด :                       
- 2 X 2 ม.  หรือ 2 X 4 ม.   แถวเดี่ยวหรือแถวคู่                       
- หลักสูง 80-100 ซม.                       
(เกษตรกรไต้หวันปลูกแก้วมังกรหลักสูง 50 ซม. ระยะห่าง 1 X 1 ม.)



เตรียมดินและอินทรีย์วัตถุ                         
- ใส่ปุ๋ยคอก (มูลวัวเนื้อ/นม + มูลไก่ไข่/เนื้อ/นกกระทา (แห้งเก่าข้ามปี) ปีละ 2 ครั้ง
- ให้ยิบซั่มธรรมชาติ  ปีละ 2 ครั้ง                       
- ให้กระดูกป่น  ปีละ 1 ครั้ง                         
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆเต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม  ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง หรือจุลินทรีย์ 1-2 เดือน/ครั้ง                       

หมายเหตุ  :                       
- การฝังซากสัตว์ เช่น หอยเชอรี่  ปลาสด  เป็นชิ้นเท่าลูกมะนาวหรือบดละเอียด ที่ชายเขตทรงพุ่ม 4-5 หลุม/
  ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม. ฝังปีเว้นปี เพื่อให้ต้นมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องหลายๆปีจะทำให้ต้นมีความ
  สมบูรณ์สูงพร้อมต่อการบำรุงทุกขั้นตอน                         
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ (ทางใบ-ทางราก) บ่อยเกินไปจะทำให้ต้นหยุดการเจริญเติบโต ไม่แตกใบอ่อน  ผลหยุดขยาย
  ขนาดแล้วกลายเป็นผลแก่  การให้ทางใบอาจเป็นแหล่งอาศัยและแพร่ระบาดของเชื้อราได้
                      
เตรียมต้น
                        
ตัดแต่งกิ่ง :
                      
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ  ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรมชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดก กว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี  และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลาย ปี                       
- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด  กิ่งเรียวเล็ก  กิ่งมีโรค  ให้ตัดออก                       
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก  ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง  กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย                       
- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง
- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง  ระยะห่างกันมากๆไว้  ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัด ออก                         
- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีก ด้วย                                  
- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตาม ลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งใน ช่วงอื่น
- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป)  กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ  นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว  ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย  แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆออกทิ้งในการปฏัติจริงค่อนข้าง ยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน  กอร์ปกับ  กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก  ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี  ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก  ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง)ใหม่   ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้  ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ  แก้วมังการหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน  ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี  ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังการหลักนั้นต่ออีก 1 ปี  จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้                        
ตัดแต่งราก :                       
- ต้นที่อายุยังน้อยไม่ควรตัดแต่งรากแต่ถ้าต้องการสร้างรากใหม่มีประสิทธิภาพ ในการหาอาหารดียิ่งขึ้นควรใช้วิธีล่อรากด้วยการพูนโคนต้นด้วยดิน 3 ส่วนกับอินทรีย์วัตถุ 1 ส่วน                       
- ต้นอายุหลายปี  ระบบรากเก่าและแก่มาก  ให้พิจารณาตัดแต่งรากส่วนปลายออก 1 ใน 4 ด้วยการพรวนดินรอบทรงพุ่มลึก 10-15 ซม. หลังจากให้ฮอร์โมนบำรุงรากไปแล้วต้นจะแตกรากใหม่จำนวนมากขึ้นและมี ประสิทธิภาพในการดูดซับสารอาหารได้ดีกว่าเดิม                       
- ตัดแต่งได้ทั้งรากในดินและรากที่เกาะหลัก
ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร
   
1. เรียกกิ่งอ่อน
ทางใบ :
- ให้น้ำ 100  ล. + 25-5-5 (400 กรัม) หรือ 46-0-0 (400กรัม) สูตรใดสูตรหนึ่ง + จิ๊บเบอเรลลิน 10 กรัม + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 5-7 วัน
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน                 
ทางราก :               
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7 (½ กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./เดือน                
- ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน                  

หมายเหตุ :                 
- เริ่มปฏิบัติหลังจากตัดแต่งกิ่ง                        
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ           
- ขั้นตอนการเรียกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก  กล่าวคือ  ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น  จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด  หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย  ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก  แนวทางแก้ไข คือ  ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่า นั้น               
- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบสองด้วยอัตราและวิธีการเดิม  เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่  การสะสมอาหารเพื่อการออก  การปรับ ซี/เอ็น เรโช.  การเปิดตาดอก  ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก......แก้ไขโดยต้องบำรุง เรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้               
- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม.ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่  

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่

ทางใบ  :               
- ให้น้ำ 100 ล. + 0-21-74 (400 กรัม) หรือ 0-39-39 (400 กรัม) สูตรใดสูตรหนึ่ง) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + ฮอร์โมนไข่ 50 ซีซี. + แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร  250  ซีซี.    ฉีดพ่นพอเปียกใบ  2 รอบ  ห่างกันรอบละ 5-7 วัน               
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน                
ทางราก  :                
- ให้  8-24-24 (1/2-1 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.               
- ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน               

หมายเหตุ :               
-  เริ่มปฏิบัติเมื่อกิ่งที่ต้องการให้ออกดอกยาวประมาณ 30 ซม.               
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก               
- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส.และโปแตสเซียม. นอกจากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหาร เพื่อการออกดอกได้ด้วย               
- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย  2-3ข้อทิ้งไป  กิ่งนั้นจะไม่เจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลายเป็นกิ่งใหญ่ ได้        

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
                  
ทางใบ  :               
สูตร 1
               
- ให้น้ำ 100 ล. + 0-42-56 (400 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100  ซีซี. + แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร  250  ซีซี.                  
สูตร 2                  
- ให้น้ำ 100 ล. + ฮอร์โมนไข่  50 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร  250 ซีซี. ในรอบ 7 วันให้สูตร 1 สลับกับสูตร 2 อย่างละครั้ง  ฉีดพ่นพอเปียกใบติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน
ทางราก  :               
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24  หรือ  9-26-26 (½-1 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./เดือน                 
- ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน             

หมายเหตุ  :               
- เริ่มปฏิบัติเมื่อกิ่งที่ต้องการให้ออกดอกติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.               
- ปริมาณการให้  8-24-24  หรือ 9-26-26  มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ ปานกลาง            
- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง 
- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น                  

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช
                 
ทางใบ  :               
สูตร 1
               
- ให้น้ำ 100 ล.+ 0-42-56(400 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.
สูตร 2                
ให้น้ำ 100  ล. + ฮอร์โมนไข่  50 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.  ในรอบ 7 วันให้สูตร 1 สลับกับสูตร 2  อย่างละครั้ง  ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น
ทางราก :               
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง               
- งดให้น้ำเด็ดขาด   สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด               

หมายเหตุ  :               
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้ออำนวย               
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช. ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุด เดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช.ต่อไปได้เลย  แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่น กันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจาก นั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช.  ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้ง ต้นนั่นเอง
- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น  เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ  แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง  “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก”  เป็นหลัก               
- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นกลูโคสหรือนมสัตว์สดเพิ่ม อีก  แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ  แนะนำให้ฉีดพ่นกลูโคสหรือนมสัตว์ทางใบอีกซ้ำอีก 1 รอบ  โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน                 
- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม.และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม.ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี.และลด เอ็น.ได้มาก
   
5. สำรวจความพร้อมของต้น
                  
- ก้านใหญ่   สีเปลือกเขียวเข้ม  ปลายก้านโค้งมนด้วน               
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่งทั้งสองด้านของกิ่ง               
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ   แข็ง  เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง                
- ตรวจตาด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู  ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลืองแสดงว่าอั้นตาดอกดี  แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี               

หมายเหตุ               
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช       

6. เปิดตาดอก
                     
ทางใบ :               
วิธีที่ 1
               
- ในรอบ 7 วันให้น้ำ 100 ล. + 0-42-56 (400 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.  1 รอบกับให้น้ำ 100 ล. + ฮอร์โมนไข่ 100 ซีซี. + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. อีก 1 รอบ  ฉีดพ่นพอเปียกใบ  อย่าให้ลงถึงพื้น
วิธีที่ 2               
- ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูด นั้น   ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น  ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง  แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ                
ทางราก  :               
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น               
- ยังคงงดน้ำ               

หมายเหตุ :               
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม                
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอก ก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช.มาดี               
- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม
หรือจนกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ     

7. บำรุงดอก
                 
ทางใบ :               
- ให้ น้ำ 100 ล. + 15-45-15 (400 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + เอ็นเอเอ. 100ซีซี. + ฮอร์โมนไข่ 50 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ฉีดพ่นพอเปียกใบ  ทุก 5-7 วัน
-  ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน               
ทางราก :               
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น               
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.                   
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว  ทุก 2-3 วัน               

หมายเหตุ :               
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว               
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด  ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ  โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง  โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอก ไว้  หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่ เสมอ               
- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก  ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น               
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมนเอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอก และถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล               
- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน.  1 รอบ  จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี
- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสารสัดสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้
- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่น กัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก.......มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์อย่าง แท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก
- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ.ทำเองจะได้ผลกว่า                       
- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตาม ความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก  ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้
- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น  “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน”  โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก  ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้      

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
                       
ทางใบ :               
- ในรอบ 7 วันให้น้ำ 100 ล. + 21-7-14 (400 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + ไคโตซาน 100 ซีซี. + แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.  ทุก 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ               
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน                 
ทางราก :               
- นำปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยอินทรีย์  กลับเข้าคลุมโคนต้นอย่างเดิม               
- ใส่ยิบซั่มธรรมชาติ 10 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการใส่เมื่อช่วงเตรียมดิน                
- ใส่น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 21-7-14 (½-1 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.                 
- ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน               

หมายเหตุ :               
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก               
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก  ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น  การใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14  แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว               
- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม.  ฮอร์โมน เอ็นเอ.  ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผล จำนวนมากบนต้น
- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง  แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น                
- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม  1-2  รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่ เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม                  

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว               
ทางใบ :               
- ให้น้ำ 100 ล. + 0-21-74  หรือ  0-0-50 สูตรใดสูตรหนึ่ง (400 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี  หรือ  น้ำ 100 ล. + มูลค้างคาวสกัด 100 ซีซี. + ธาตุรอง/ธาตุเสริม100 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.  1-2 รอบ  ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ก่อนเก็บเกี่ยว  ฉีดพ่นพอเปียกใบ               
-  ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน              
ทางราก  :               
- เปิดหน้าดินโคนต้น          
- ให้ 13-13-21 หรือ  8-24-24  สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2-1 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.
- งดน้ำ               

หมายเหตุ :               
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน               
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์  ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน  จะช่วยให้สีจัดรสดี  เนื้อแห้งกรอบ               
- ผลแก่แล้วสามารถยืดอายุการเก็บเกี่ยวได้ 7-10 วัน  โดยที่ผลแก่จัดมีสีแดงเต็มผลแล้วถ้ายังไม่เก็บเกี่ยว ผลจะเป็นสีชมพูอมแดง (ไม่แดงจัดเหมือนครั้งแรก) แต่คุณภาพภายในผลยังดีเหมือนเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิม
- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะ ช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติ บำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล


-  เดือน  ก.ค.- ส.ค.     ตัดแต่งกิ่ง  เรียกใบอ่อน
-  เดือน  ก.ย.- ต.ค.     สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
-  เดือน  พ.ย.- ธ.ค.     สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1
                        หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น.และ 05.00-06.00 น.
                        ทุกวัน  ตลอด  1 เดือน
-  เดือน ม.ค.             เปิดตาดอก
-  เดือน ก.พ.             บำรุงผล                        

หมายเหตุ  :                       
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม.หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.-ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป  แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน  ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ....ในฤดูกาลปกติ ถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสง ไฟ                       
- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน 


ที่มา เว็บไซต์สวนคุณไพบูลย์
http://www.paiboonrayong.com/articles/400171/%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3.html

#############################################################################



การปลูกแก้วมังกรและข้อมูลด้านต่าง ๆ
         ลักษณะของต้นแก้วมังกร
 - แก้วมังกร หรือลูกมังกร (Dragon Fruit) เป็นพืชตระกูลเดียวกับตะบองเพชร ในตระกูล Hylocereus spp. ลำต้นสีเขียวดั่งมังกรจึ่งเรียกต้นของมันว่า ต้นมังกรเขียว(Green Dragon) เมื่อออกผลมาดูคล้าย “ลูกแก้ว” มีลักษณะลำต้นอวบน้ำเป็นแฉกสามแฉก มี หนามกระจุกอยู่ที่ข้างตาเป็นช่วง ๆ มีลักษณะคล้ายต้นโบตั๋น แต่ต้นโบตั๋นใช้ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ เพราะดอกของโบตั๋นหลังจากบานแล้วจะเหี่ยวและร่วงหล่นไป โดยไม่มีผลติดอยู่
 ข้อ ควรระวังในการเลือกซื้อพันธุ์แก้วมังกร ด้วยความคล้ายคลึงกันของแก้วมังกรและโบตั๋น จึงทำให้มีพ่อค้าจอมโกงบางคนนำกิ่งพันธุ์ของต้นโบตั๋นมาขาย โดยอ้างว่าเป็นกิ่งพันธุ์ของต้นแก้วมังกรดังนั้น จึงเป็นข้อควรระวังสำหรับผู้ที่กำลังหากิ่งพันธุ์มาปลูก
 ลักษณะ ดอกและ ผลแก้วมังกร เมื่อดอกบานเต็มที่จะเหี่ยวและร่วงหล่นโดยส่วนโคนดอกจะเป็นรูปกลมรีหรือรูป ไข่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4 นิ้ว และยาวประมาณ 4 – 6 นิ้ว มีน้ำหนักระหว่าง 200 – 500 กรัม เปลือกมีสีสันสดใส สีแดงอมชมพู โดยมีบางส่วนของกลีบดอกเล็ก ๆ ติดอยู่ที่ผลสีเขียว ทำให้ดูสวยงามสะดุดตา เมื่อผ่าผลออกมาจะพบว่าเนื้อในมีสีขาวขุ่น ภานในมีเมล็ดเล็ก ๆ สีดำคล้าย เมล็ดงาดำหรือแมงลักฝังตัวกระจายอยู่ทั่วไป เป็นจำนวนมาก
 
 การปลูกแก้ว มังกร 
แก้ว มังกรเป็นไม้เลื้อยลำต้นอ่อนจำเป็นต้องมีหลักให้ลำต้นเกาะยึดซึ่งหลักจะ เป็นไม้เนื้อแข็งหรือเสาซีเมนต์ก็ได้ ถ้าใช้ท่อซีเมนต์เป็นเสาซึ่งรูปทรงกลมภายในกลวงแต่เทปูนไว้ก้นท่อเพื่อไว้ ใส่น้ำหล่อเลี้ยงให้เสามีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ฝังท่อซีเมนต์ลงในดินประมาณ 40 –50 ซม. ต้องสูงจากพื้นดินประมาณ 1.5 –2 เมตร ด้านบนของเสาทำเป็นร้านให้กิ่งเกาะแผ่ขยายออกไประยะปลูก 3 x 3 เมตร เตรียมหลุมขนาด 30x30x30 ซม. รอบ ๆ หลัก หลักละ 4 หลุม สำหรับปลูกหลุมละ 1 ต้น รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักเก่า 1 ปุ้งกี๋ เมื่อนำกิ่งพันธุ์ลงหลุมแล้วมัดกิ่งพันธุ์ให้แนบหลักและกันแดดให้ 1 –2 สัปดาห์
 
 การให้ผลผลิต 
ต้น แก้วมังกรที่เติบโตจากการใช้กิ่งปักชำเมื่ออายุได้ประมาณ 8 –10 เดือน จะให้ผลผลิต การเริ่มออกดอก จะออกบริเวณปลายกิ่ง มีลักษณะคล้ายดอกโบตั๋น คือมีสีเหลืองอมชมพูซึ่งสวยงามมาก จะบานในเวลากลางคืน อยู่ได้ประมาณ 2 –3 วัน จะเหี่ยวและร่วงไป เหลือผลที่มีกลีบเลี้ยงหุ้มหลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ผลจะแก่และเก็บเกี่ยวได้ โดยปกติใน 1 ปี ต้นแก้วมังกรจะให้ผลผลิตได้ประมาณ 4 รุ่น ตั้งแต่ พฤษภาคมถึง สิงหาคม ของทุกปี ต้นแก้วมังกรจะเริ่มให้ดอกชุดแรกในเดือนมีนาคมและดอกชุดสุดท้ายในเดือน กรกฎาคม ลูกแก้วมังกรที่เก็บเกี่ยวจากต้นแล้วถ้านำมาใส่ถุงพลาสติกแล้วแช่เย็นจะ สามารถเก็บรักษาได้ประมาณ 15 วัน โดยไม่เหี่ยวและเป็นการเพิ่มความหวานให้กับผลด้วย
 
 การดูแลรักษาระหว่างปลูก
 โดย ทั่วไปการปฏิบัติดูแลรักษาระหว่างปลูกค่อนข้างสะดวกเพราะเป็นพืชทนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำมากเหมือนไม้ผลอื่น ๆ แต่ก็ควรหาเศษหญ้าแห้ง ฟาง หรือ แกลบเป็นวัสดุคลุมโคนต้นไว้เพื่อช่วยรักษาความชื้นของดินและป้องกันวัชพืช ให้ปุ๋ยคอก เสริมด้วยปุ๋ยเคมี 2 – 3 เดือนต่อครั้ง โดยให้ปุ๋ยคอกหลักละประมาณ 1 ปุ้งกี๋ ส่วยปุ๋ยเคมีควรใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หลักละ 1-2 ช้อนแกง และอาจมีการให้ปุ๋ยเคมีทางน้ำเสริมโดยเติมสาหร่ายทะเลสกัดทั้งนี้ ควรสังเกตความเจริญและการให้ผลของต้นแก้วมังกร ถ้าต้นยังงอกงามและให้ผลผลิตดี ก็ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยมากเกินไป
 
 โรค และแมลงที่สำคัญ 
ยัง พบไม่มากจะมีเพียงมดและนกเท่านั้นสำหรับมดเมื่อพบว่ามีมากอาจสร้างความ เสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ผู้ปลูกได้ จึงจะใช้วิธีกำจัดโดยใช้สารเคมีฉีดพ่นพร้อมทั้งสารจับใบ ส่วนนกนับว่าเป็นศัตรูที่สำคัญไม่น้อย เพราะนกจะเข้าจิกทำลายในขณะที่ผลกำลังใกล้แก่ ซึ่งวิธีป้องกันทำได้โดยการห่อผล
 
 การตลาดรองรับ 
ผู้ ที่ปลูกแก้วมังกรเพื่อการค้า ถึงแม้ว่าขณะนี้ผลไม้ชนิดนี้กำลังเป็นที่จับตามอง เพราะราคาค่อนข้างสูง และเป็นที่ต้องการของต่างประเทศก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งได้หรือไม่ เพราะยังไม่แน่ว่าในอนาคตหากมีการปลูกกันมากขึ้น เกษตรจะประสบปัญหาด้านตลาดหรือราคาเหมือนเช่นที่พืชเศรษฐกิจบางชนิดเคยได้ รับมา
  
การลงทุนและผลตอบแทน
 เนื่อง จากแก้วมังกรเป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 8,000 –12,000 กก. (เมื่ออายุ 3 ปีขึ้นไป) และอายุการให้ผลผลิตยาวนานถึง 10 –15 ปี หากระดับราคาหน้าสวนลดลงมาอยู่ในราคาประมาณ 30 บาท/กก. เกษตรกรผู้ปลูกก็ยังมีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท / ไร่ ใช้เวลาปลูกเพียง 3 ปี ก็คืนทุนแต่การลงทุนครั้งแรกค่อนข้างสูงถึง 80,000 – 120,000 บาท/ไร่