วันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

ตลาด (2) ตลาดไทยเจริญ พิษณุโลก

    

ตลาดไทยเจริญ

ประวัติความเป็นมา

ก่อนก่อตั้งตลาดไทยเจริญ บริเวณฝังข้ามพื้นที่ตลาดเป็นปั้มน้ำมันบางจาก และเป็นจุดสำคัญในการซื้อ-ขาย พักรถ และเปลี่ยนถ่ายสินค้าทางการเกษตร โดยเฉพาะลำใย ในสมัยนั้นเก็บค่าบริการรถสินค้าคันละ  10 บาท แต่เนื่องจากสถานที่ไม่เอื้ออำนวย จึงได้ย้ายพื้นที่ตลาดมาฝั่งตรงข้ามพื้นที่เก่า และก่อตั้งตลาดไทยเจริญอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 บนเนื้อที่ประมาณ 182 ไร่ และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ


ชื่อสำนักงาน (ไทย) : บริษัท ตลาดไทยเจริญ จำกัด
ประเภท : สำนักงานใหญ่
ประเภทกรรมสิทธิ์ : กรรมสิทธิ์
ที่ตั้ง : 153 หมู่ 6 ตำบล บ้านป่า อำเภอ เมืองพิษณุโลก จังหวัด พิษณุโลก 65000
โทรศัพท์ : 055-906133
โทรสาร : 055-906126
อีเมล์ : Talaad.Thai.charoen@gmail.com

Facebook : www.facebook.com/บริษัท-ตลาดไทยเจริญ-ค้าส่งผลไม้-พิษณุโลก-186103755149556/
เข้าชม 1,102 ครั้ง






















ตลาด (1) ตลาดกลางผักและผลไม้จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตลาดสันติสุข)

 

ตลาดกลางผักและผลไม้จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตลาดสันติสุข)

ประวัติความเป็นมา

     ตลาดสันติสุข ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2534 เป็นตลาดกลางค้าส่งผักและผลไม้ที่ใหญ่แห่งหนึ่งของภาคเหนือ โดยเฉลี่ยในแต่ละวันจะมีรถบรรทุกผลผลิตมาจำหน่ายประมาณ 300 คัน จากในพื้นที่ 70% นอกพื้นที่ 30% (จังหวัดตากและเชียงใหม่) สินค้าหลักคือกะหล่ำปลีจากดอยสูงภูทับเบิก และกระจายไปตามตลาดใหญ่ๆทั่วประเทศ


เปิดทุกวัน คลอด 24 ชม.


ชื่อสำนักงาน (ไทย) : ตลาดสันติสุข
ประเภท : สำนักงานใหญ่
ประเภทกรรมสิทธิ์ : กรรมสิทธิ์
ที่ตั้ง : 149 หมู่ 3 ถนน สระบุรี-หล่มสัก ตำบล หนองไขว่ อำเภอ หล่มสัก จังหวัด เพชรบูรณ์ 67110
โทรศัพท์ : 056-912-062
โทรสาร : 056-912-062
อีเมล์ : MK00075@dit.co.th
เว็บไซต์ : -

เข้าชม 1,093 ครั้ง
แสดงข้อมูลตลาดกลาง

ข้อมูลผู้ประกอบการตลาดกลาง
 
ชื่อตลาด ตลาดกลางผักและผลไม้จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตลาดสันติสุข)
ประเภทตลาด ตลาดผักและผลไม้                                              ส่งเสริม ใช่
เลขที่ใบอนุญาต กผ.01
เลขทะเบียนนิติบุคคล -
วันที่ออกใบอนุญาต 2/3/2537 0:00:00
ทุนจดทะเบียน(บาท) 0
ปริมาณสินค้าที่ซื้อขาย(ประมาณ) 146000 ตัน/ปี
ซื้อขายมากในช่วงเดือน ธันวาคม ถึง เมษายน ประมาณ 500 ตัน/วัน
ซื้อขายน้อยในช่วงเดือน มิถุนายน ถึง ตุลาคม ประมาณ 300 ตัน/วัน
ที่ตั้งตลาด 149 ม.3 ถ.สระบุรี-หล่มสัก ต. หนองไขว่ อ. หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์
พื้นที่รวม -
โทรศัพท์ 056-912-062
โทรสาร 056-912-062
ชนิดของสินค้าในตลาด ผักสด ผลไม้ กระหล่ำปลี ดอกกระกล่ำ ดอกหอม ผักกาดลุ้ย มะเขือเทศ แตงกวา มะเขือเจ้าพระยา พริก ผักชี ต้นหอม ถั่วลันเตา ถั่วแขก มะเขือยาว ฟักทอง เผือก ขิง
แหล่งที่มา อำเภอหล่มสัก
สาธารณูปโภค - โรงจอดรถ - ห้องพักพ่อค้า - ห้องสุขา 



















วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปลูกอะไรดี (9) พริกและเห็ดบนพื้นที่แค่ 1 ไร่

“ทำสวนแค่ 1 ไร่ มีรายได้เดือนละกว่า 7 หมื่นบาท!” ปฐมบทของศูนย์การเรียนรู้ฯ จากหนี้สินกว่า 4 ล้านบาท ปลดหนี้ภายใน 4 ปี

“ทำสวนแค่ 1 ไร่ มีรายได้เดือนละกว่า 7 หมื่นบาท!” ปฐมบทของศูนย์การเรียนรู้ฯ จากหนี้สินกว่า 4 ล้านบาท ปลดหนี้ภายใน 4 ปี
ข้าพเจ้าเคยเล่นการเมืองท้องถิ่น(อบต.) อยู่ 2 สมัย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาดข่า ใน 2 สมัยนั้นหมายถึง 8 ปี (พ.ศ.2540-2548) ข้าพเจ้าไม่มีเวลาไปประกอบอาชีพเลย เงินเก่าที่สะสมไว้ก็หมด และต้องกู้ยืมจากเพื่อนบ้าน วันแล้ววันเล่า จนทำให้ ข้าพเจ้านำครอบครัวเข้าสู่หนี้สินถึงจำนวนกว่า 4 ล้านบาท
จากนั้นตัดสินใจลงเวทีการเมือง มามองเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ตามปรัชญา ของพระองค์ท่าน ในหลวงของเรา ข้าพเจ้ามีพื้นฐานอยู่คือ มีที่ทำกินอยู่ 65 ไร่ เป็นมรดกจากคุณพ่อที่แบ่งเอาไว้ให้ เมื่อปี พ.ศ.2534 และหลังจากนั้นก็พยายามทำสวนอยู่บ้างแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะไม่มีเวลาทำ ดินก็แห้งแล้ง และแหล่งน้ำก็ไม่พอ
อาชีพเกษตรที่น่าสนใจ1มีอยู่วันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ปรึกษากับภรรยาของข้าพเจ้า และถามเธอว่า ตื่นเช้ามาแต่ละวันเธอจะต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นลูกสาว 2 คนกำลังเรียนอยู่ คนโตอยู่มหาวิทยาลัย อีกคนเล็กอยู่มัธยมใกล้บ้าน ภรรยาข้าพเจ้าตอบว่า จะต้องใช้ประมาณวันละ 1,000 บาท เพราะรวมถึงผ่อนดอกเบี้ยเงินกู้เขาด้วย ข้าพเจ้าได้คิดหนักอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ แต่ข้าพเจ้าวางกรอบให้ตนเองคิด หาเงินอยู่เฉพาะในที่ดินของตนเองเท่านั้น จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ให้เวลามากๆ กับลูกๆ ไม่คิดที่จะไปหาเงินจากต่างถิ่น
ในที่สุดข้าพเจ้าก็คิดออก  โดยเริ่มต้นปลูกพริก 2 งาน ทำฟาร์มเห็ด 4 ฟาร์ม ในเนื้อที่ 1ไร่ เริ่มจากการไถพรวนดินยกร่อง กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวตามแนวที่ดินได้ประมาณ 20 แปลง ปลูกพริกสายพันธุ์พริกส้ม ลักษณะเมล็ดดิบสีทอง เมื่อสุดสีออกส้ม รสเผ็ด จุดเด่นคือกลิ่นหอม ดูแลรักษาง่าย ที่ดินอีกส่วนหนึ่งข้าพเจ้าได้ทำฟาร์มเห็ด เพื่อเปิดดอกเอง จำนวน 4 ฟาร์ม กว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร จะได้ก้อนเห็ดฟาร์มละ 5,000 ก้อน รวมจำนวน 20,000 ก้อน เป็นเห็ดนางฟ้าภูฐาน และเห็ดฮังการี่
เมื่อพริกอายุได้ประมาณ 3 เดือนก็เริ่มเก็บผลผลิตได้ ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้า กับภรรยาคู่ชีวิตของข้าพเจ้า ใช้เวลาเก็บพริก ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 3 โมงเช้า (06.00น.-09.00น.) เป็นเวลา 3 ชั่วโมง ได้พริกคนละ 10 กก. รวมเป็น 20 กก. ขายส่งกก.ละ 50 บาท เพราะเราทำเป็นพริกอินทรีย์ ราคาไม่มีตกกว่านั้น รวมเป็นเงิน 1,000 บาท ส่วนเห็ดนั้น ได้เริ่มเก็บผลผลิตตั้งแต่ เอาเข้าฟาร์มได้ 1 เดือน ฟาร์มเห็ด 4 ฟาร์ม แบ่งเป็นฮังการี 2 ฟาร์ม นางฟ้าภูฐาน 2 ฟาร์ม เก็บดอกเห็ดได้เฉลี่ยวันละ 40 กก. ราคากก.ละ 30 บาท รวมเป็นเงิน 1,200 บาท
อาชีพเกษตรที่น่าสนใจ2ดังนั้นในที่ดิน 1 ไร่ ของข้าพเจ้า แต่ละวันได้จากพริก 1,000 บาท ได้จากเห็ด 1,200 บาท รวมเป็นเงินวันละ 2,200 บาท หรือเดือนละ 66,000 บาท ซึ่งไม่ได้รวมถึง ช่วงไหนราคาพริกขึ้น หรือราคาเห็ดเพิ่มขึ้น ฉะนั้นข้าพเจ้าก็เลยเห็นทางออก และสามารถที่จะส่งลูกเรียนจบ ปริญญาตรี ได้ทั้ง 2 คน โดยไม่ได้ยืมจากกองทุนการศึกษาของรัฐบาลเลย ทั้งยังสามารถปลดหนี้สิ้นทั้งหมดได้ภายในเวลา 4 ปี
สุดท้ายนี้อยากจะให้กำลังใจ สำหรับพี่น้องที่เข้ามาอ่าน ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น มีทางออกอยู่หลายทาง และอีกทางออกหนึ่ง ภายใต้ปรัชญาแนวคิดเศรษฐ์กิจพอเพียง ของพระองค์ท่าน ในหลวงของพวกเรา สามารถเป็นหนึ่งทองออกที่ดีที่สุดและมั่นคงด้วย
ถ้าหากเรื่องนี้หรือเรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนไว้นี้ มีท่านทั้งหลายได้เข้ามาอ่าน ข้าพเจ้าขออุทิศ บุญกุศลส่วนนี้ให้กับพระองค์ท่าน ในหลวงของเรา ให้พระองค์ท่าน มีพลานามัยที่สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป และขออุทิศให้กับ คุณพ่อเพลิน อินทรชัยศรี(เสียชีวิต) และคุณแม่ชม อินทรชัยศรี(ยังมีชีวิตอยู่) ผู้ซึ้งเป็นคุณพ่อและคุณแม่ของข้าพเจ้า ที่ได้มอบที่ดินมรดกตรงนี้ให้กับข้าพเจ้าและครอบครัว
ถ้าหากท่านสนใจในเรื่องราวมากกว่านี้ กรุณาติดตามบทความต่อไปได้ ในแฟนเพจแห่งนี้ หรือสนใจเรียนรู้ในสถานที่จริง ก็ไปเที่ยวสวนของข้าพเจ้าได้ ตามที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ที่เขียนเอาไว้
ผู้เขียน : เฉลิมชัย อินทรชัยศรี
facebook : http://www.facebook.com/LoeiCSL

“ทำสวนแค่ 1 ไร่ มีรายได้เดือนละกว่า 7 หมื่นบาท!” ปฐมบทของศูนย์การเรียนรู้ฯ จากหนี้สินกว่า 4 ล้านบาท ปลดหนี้ภายใน 4 ปี

แหล่งที่มา : kasetonline.com

ปลูกอะไรดี (8) อัญชัน ลงทุนน้อย รายได้งาม

อาชีพเสริมรับทรัพย์ !! ปลูกดอกอัญชันขาย ลงทุนน้อย รายได้งาม เป็นกอบเป็นกำ…
เป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริมที่รับทรัทย์แบบไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมาย บานตะเกียง ที่ทีมงาน 108 อาชีพภูมิใจนำเสนอนั่นก็คือ การ ‘ปลูกดอกอัญชัน’ ขายทั้งแบบสด และตากแห้ง
ดอกอัญชัน
ดอกอัญชัน
แค่ปลูกดอกอัญชันทิ้งไว้ตามแนวรั้วก็เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้เงินเข้ากระเป๋าได้แบบสบายๆ
ปัจจุบันราคาดอกอัญชันสดที่แม่ค้าขนมรับซื้อเพื่อนำน้ำไปทำเป็นสีผสมในขนม แบบสด ตกกิโลกรัมละ 60 – 100 บาทเชียวนะคุณ ส่วนราคาดอกอัญชันตากแห้งจำหน่ายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 250-500 บาท
สาเหตุที่ดอกอัญชันมีราคาสูง เป็นเพราะว่า ปัจจุบันได้รับความนิยมรับประทานอย่างกว้างขวาง ทั้งยังสกัดเป็นแชมพูสระผมก็มีมากหลายยี่ห้อ เนื่องจากเป็นดอกไม้ที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายเพราะมีสารแอนโธไซยานินที่ทำให้การไหลเวียนในหลอดเลือดเล็กทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น
ดอกอัญชัน
ดอกอัญชัน
และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติเสริมภูมิต้านทานจากธรรมชาติช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันการแพ้ได้ด้วย คุณสมบัติที่หลากหลายของดอกอัญชันนี้ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะดอกอัญชันสด
ด้านสรรพคุณทางยาก็น่าสนใจ เช่น ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ต้อหิน
เครื่องดื่มน้ำดอกอัญชัน
เครื่องดื่มน้ำดอกอัญชัน
ที่สำคัญทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆได้ดีมากขึ้น อย่างเช่นบริเวณรากผม ทำให้เส้นผมดกดำเป็นเงางาม
จะเห็นว่ามีการนำดอกอัญชันไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์หลายชนิดทั้งครีมนวดผม ยาสระผม ปลูกดอกอัญชันตากแห้งขาย จึงเป็นอาชีพอิสระที่น่าสนใจ
การปลูกดอกอัญชันขาย จึงนับว่าเป็นอาชีพอิสระอีกหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถทำควบคู่ไปกับงานอื่นๆ ได้อย่างสบาย เพราะสามารถเก็บดอกในช่วงเช้าๆที่อากาศไม่ร้อนมากนัก หากนำมาตากแห้งก็ไม่ต้องดูแลหรือใช้เวลามากแต่อย่างใด
ดอกอัญชันตากแห้ง
ดอกอัญชันตากแห้ง
วิธีการปลูกอัญชันก็ง่ายแสนง่าย แถมยังไม่ต้องดูแสรักษาให้มากวิธี…
เพียงนำต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดมาปลูกลงแปลงปลูก ปัดรั้ว หรือไม้ระแนงเพื่อให้เถาอัญชันเลื้อยพาด หรือยึดเกาะเพื่อการทรงตัวได้ รดน้ำวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและช่วงเย็น ขึ้นได้ดีในดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดี
หรือจะปลูกในกระถ่างก็ยังสามารถทำได้ เพียงนำเมล็ดแก่มาเพาะบนสำลีที่ชุ่มน้ำ 2 วันก็งอกแล้วเจ้าค่ะ ประมาณ 1-2 เดือนก็เริ่มมีดอกให้เก็บแล้วค่ะ
14
ปลูกง่าย โตไว ได้ผลผลิตต่อเนื่องโดยไม่ต้องลงทุนอะไรให้มากมาย แล้วจะช้าอยู่ใย มาปลูกดอกอัญชันขายเสริมรายได้กันดีกว่าค่ะ… คุณขา…
 
อ่านแล้ว : 25313 ครั้ง
ติดต่อทีมข่าว : news@mthai.com

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

*** เริ่มต้นมาเป็นเกษตรกร “มืออาชีพ” กันเถอะ ***

มาเป็นเกษตรกร “มืออาชีพ” กันเถอะ

 
เรียบเรียง : ขวัญชนก

หลายคนที่คิดอยากทำอาชีพทางการเกษตร แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร? และเมื่อทำแล้วจะขายที่ไหน? …ตอนนี้มีทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่สนใจแล้ว เพราะขณะนี้ทาง สกว. ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำหลักสูตร “สร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่” แบบเข้มข้น เพื่อให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ และผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรอยู่แล้ว มีโอกาสได้เรียนและฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิด “ความชำนาญ และรู้จริงในสิ่งที่ทำ” สำหรับเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะอยากผันตัวมาเป็นผู้ผลิตเอง หรือจะเป็นผู้รับซื้อเอง ก็จะได้มีความรู้ มีช่องทางในการจัดจำหน่าย มีรายได้ที่ไม่น้อยไปกว่าเงินเดือนในระดับปริญญาตรี แถมเมื่อจบหลักสูตรไปแล้วยังจะได้รับสิทธิ์ในที่ดินทำกินจาก ส.ป.ก. อีกด้วย

หลักสูตรที่ว่านี้แบ่งตามกลุ่มเป้าหมายเป็น 3 หลักสูตรคือ (1) หลักสูตรพัฒนาผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ (2) หลักสูตรพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพยุคใหม่ และ (3) หลักสูตรพัฒนาเกษตรกรอย่างยั่งยืน

หลักสูตรพัฒนาผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่เหมาะสำหรับบุคคลที่สนใจทั่วไป เช่น ผู้ว่างงาน แรงงานเลิกจ้าง ผู้ที่จบการศึกษาด้านเกษตรกรรม รวมถึงผู้ที่อยากผันตัวเองมาประกอบอาชีพนี้ มีอายุระหว่าง 20 – 45 ปี วุฒิการศึกษา ม. 6 ขึ้นไปหรือเทียบเท่า ใช้เวลาฝึกอบรมทักษะการประกอบอาชีพเกษตรกร 3 เดือน เมื่อผ่านการอบรมในหลักสูตรนี้แล้ว และมีความตั้งใจจริงที่จะทำอาชีพเกษตรกรรมจะได้รับสิทธิ์ทำการเกษตรในที่ดิน ของ ส.ป.ก. ตามหลักเกณฑ์และการประเมินผลที่กำหนด

 
คุณอุทิศ สวัสดิ์รักษ์
อายุ 40 ปี การศึกษา : ปริญญาตรี ด้านเกษตรศาสตร์
อาชีพเดิม : พนักงานบริษัท ประกอบกิจการส่วนตัว และเกษตรกร
สมัครเข้าร่วมโครงการในปี พ.ศ. 2554 (รุ่นที่ 3) ได้รับที่ดินจาก ส.ป.ก. จำนวน 5 ไร่

“อาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่สุจริต สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตได้ เหมือนกับอาชีพอื่น ๆ ...ขอให้เราตั้งใจจริง ทุ่มเท มีความรับผิดชอบ มีวินัยในการทำงาน รัก และศรัทธาต่ออาชีพของเรา”

ผมทราบข่าวการอบรมนี้จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมาก จริงใจกับเกษตรกรรายย่อย ผมประกอบอาชีพเกษตรกรรมอยู่แล้วตั้งแต่จำความได้ จึงสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ โดยหลังจากผ่านการอบรมแล้ว ผมได้นำความรู้หลายอย่างมาปรับใช้ในการบริหารจัดการและทำการเกษตร เวลาเราเข้าสู่พื้นที่จริงทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่หมด ยกตัวอย่างเช่น ผมเริ่มต้นให้เราอยู่ในพื้นที่ให้ได้เสียก่อน โดยการปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้กินและขายเป็นรายได้เสริม จากนั้นออกสำรวจความต้องการของตลาดทั้งตลาดชุมชนและตลาดต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการทำงาน ก่อนจะปลูกพืช ผมจะทำการตรวจสอบคุณภาพของดินโดยใช้ชุดตรวจดิน และข้อมูลจากฐานข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินก่อน เป็นต้น

ทุกวันนี้พยายามจะสร้างตลาดที่เป็นของตัวเองให้ได้ ผลผลิตทุกอย่างต้องปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ผมทำการเกษตรแบบครบวงจร กระจายความเสี่ยงของผลผลิต พิจารณาตลาด เงินทุน แรงงาน อุปกรณ์เครื่องมือ และกลุ่มเครือข่าย ประกอบก่อนการลงมือทำ

ผมได้รับความรู้ใหม่ๆ จากการเข้าอบรม รู้จักกลุ่มผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความจริงใจกับอาชีพเกษตรกรรม ไม่มีธุรกิจบังหน้าแอบแฝง รวมถึงมีหน่วยงานของราชการที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าเกษตรกรรายย่อยอย่างเรา จะไม่ถูกรังแก และมีความมั่นใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น
 
คุณธนินโชตน์ เลิศนิธิธีรพร
อายุ 36 ปี การศึกษา : ปริญญาตรี
อาชีพเดิม : ประกอบอาชีพอิสระเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง
สมัครเข้าร่วมโครงการในปี พ.ศ. 2555 (รุ่นที่ 5) ได้รับที่ดินจาก ส.ป.ก. จำนวน 5 ไร่

“ยากที่สุดคือการเริ่มต้น การเริ่มต้นนี้หมายถึงการเริ่มต้นที่จะต้องชนะใจตนเอง ไม่คิดถึงความลำบากเป็นที่ตั้ง แต่อยากให้มองเป็นเพียงแค่เหนื่อยในตอนเริ่มต้น แต่ผลผลิตที่ได้มันคุ้มค่าในระยะยาว ...ผมอยากจะบอกว่าเกษตรนี้ยั่งยืนจริงๆ ถึงไม่ขายเราก็ยังเก็บไว้กินเองได้ และยังเก็บเป็นมรดกให้ลูกหลานที่สนใจในอาชีพเกษตรกรได้อีกด้วย”

ได้มีโอกาสรู้จัก “โครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่” จากคนรู้จัก จึงได้ศึกษาโครงการ เมื่อได้รับรู้ข้อมูลที่มากพอจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ เพราะคิดว่าถ้าเราทำสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็จะทำให้มีรายได้ที่พอเพียงต่อการดำรงเลี้ยงชีพ มีต้นทุนที่ไม่สิ้นสุดนั้นก็คือความรู้ ผลพลอยได้คือที่ดิน เปรียบเสมือนต้นทุนที่ไม่สิ้นสุดเช่นเดียวกัน อีกทั้งถ้ามีความรู้มากพอก็ยังสามารถแบ่งปันให้กับคนอื่นได้อีกด้วย

ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี จังหวัดแพร่ ผมได้รับความรู้เกี่ยวกับเกษตร วิธีการเพาะปลูกพืชเบื้องต้น เมื่อเราได้ผลผลิตจึงออกนำขายโดยได้ศึกษาตลาดไว้ก่อนล่วงหน้า ตั้งเป้าหมาย กำหนดขั้นตอนตามความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรม นอกจากนี้ผมยังได้เรียนรู้เรื่องการแปรรูป การทำแหนมเห็ด โดนัทกล้วยหอม วิธีทำไอสครีมด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่มีรายได้ในระหว่างปลูกผักบุ้ง เพราะกว่าจะเก็บผักขาย กว่าจะปรับตัว ปรับดิน ปรับสิ่งอำนวยความสะดวก หาตลาด ทั้งหมดต้องใช้เวลาเป็นเดือน

ต่อมาเมื่อจบการอบรม พวกผมก็ได้ย้ายเข้าสู่พื้นที่ทดลองในศูนย์ปฏิบัติการสร้างและพัฒนาเกษตรกร รุ่นใหม่ จังหวัดสุโขทัย ผมได้สร้างแบรนด์ของตนเอง ผลิตภัณฑ์แรกที่ทำคือ น้ำนมข้าวโพดแร่ ในแผนธุรกิจของผม ข้าวโพดใช้เวลาเพาะปลูกนานที่สุด แรกๆ ผมหยอดที่ละสามเมล็ดตามที่เข้าใจ เมื่อได้ยินคำว่าเกษตรประณีต บ่อยๆ ผมได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ปรึกษาพี่เลี้ยงพวกเรา จึงเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เป็นการปลูกแบบไล่วันปลูกจะได้มีเก็บขายทุกวัน วิธีนี้ทำให้ผมสามารถคำนวณจำนวนฝักที่จะเก็บได้ว่าจะเก็บวันละกี่ฝัก ได้น้ำหนักกี่กิโลกรัม และหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตว่าข้าวโพดหวานทำอะไรได้บ้าง ก็ได้ข้อมูลหลายอย่าง แต่ผมเลือก การทำน้ำนมข้าวโพด เพราะจากข้อมูล ทั้งข้อมูลการบริโภค ข้อมูลสังคมที่ต่อไปผู้สูงอายุ และผู้ป่วยจะมีมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ ข้อมูลคู่แข่งทางการตลาด รูปแบบของการใช้ชีวิตของคนเมือง แต่ต้องมีความต่างของผลิตภัณฑ์ ผมจึงนำน้ำแร่ที่ได้รับมาตรฐานเข้ามาเป็นส่วนประกอบ สร้างแบรนด์ ทำสื่อโฆษณา จัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค กำหนดสูตร หาตลาด กำหนดการขาย ทำสมุดบันทึกรายรับ รายจ่าย

ปัจจุบันนี้ผมได้เข้ามาทำเกษตรในพื้นที่ทำกิน นิคมเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลด่านศรีสุข อำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย ผมได้นำกรรมวิธีเดียวกันทั้งหมดมาทำการต่อยอดผลิตภัณฑ์ น้ำนมข้าวโพดแร่ และได้คุยกับคนในชุมชนเดียวกันในเรื่องของน้ำนมข้าวโพดแร่ การปลูกข้าวโพดหวาน ทำให้ได้รับความสนใจจากคนในชุมชน จึงได้วางแผนการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรที่จะเข้าร่วมการผลิตน้ำนมข้าวโพดแร่ ภายใต้ชื่อ “กลุ่มเกษตรกรนิคมเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลด่านศรีสุข” ในอนาคตเมื่อน้ำนมข้าวโพดแร่ เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคแล้ว ผมตั้งใจจะทำผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากสับปะรด เพราะที่นี่ชาวบ้านนิยมปลูกสับปะรดส่งขาย และคัดสับปะรดที่ไม่ได้ขนาดทิ้งเยอะมาก ผมว่าถ้านำของทิ้งมาแปรรูปแล้วได้มูลค่าเพิ่มน่าจะเป็นทางเลือกอีกทางของ เกษตรกรในชุมชน ตำบลด่านศรีสุข
สูตรการทำน้ำนมข้าวโพดแร่
ส่วนผสมน้ำนมข้าว
• เนื้อข้าวโพด 5 กิโลกรัม • น้ำเปล่า 5 ลิตร • น้ำแร่ ๐.5 ลิตร
• น้ำเชื่อม 1๐๐ มิลลิลิตร • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา • ครีมเทียม 100 กรัม
วิธีทำน้ำนมข้าวโพด
• ลอกเปลือกข้าวโพดออกล้างให้สะอาด แล้วฝานเมล็ดข้าวโพดบาง ๆ
• นำเมล็ดข้าวโพดต้มให้สุก นำมาปั่นให้ละเอียดแล้วกรอง
• นำส่วนผสมที่เหลือผสมลงในหม้อและนึ่งต่อที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส
• ยกลงจากเตาบรรจุขวดแล้วแช่น้ำเย็นทันทีพร้อมจำหน่าย

 
หลักสูตรเกษตรกรมืออาชีพยุคใหม่ เหมาะสำหรับบุตรหลานเกษตรกรที่ศึกษาในระดับ ปวช./ปวส. ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ซึ่งเมื่อจบการศึกษาและมีคุณสมบัติครบถ้วน จะได้รับสิทธิ์ในที่ดินของ สปก. รายละ 3-5 ไร่ จะได้รับสิทธิ์ทำการเกษตรในที่ดินของ ส.ป.ก. ตามหลักเกณฑ์และการประเมินผลที่กำหนด
 
อาจารย์สุกัญญา ใจฝั้น และ อาจารย์ประเวทย์ ใจฝั้น
อาจารย์ผู้ร่วมพัฒนาหลักสูตรเกษตรกรมืออาชีพยุคใหม่
วิทยาลัยเกษตรนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา


“ไม่ว่าเราจะประกอบอาชีพใดก็ตาม ขอให้มีความจริงใจในอาชีพ มีความภูมิใจในอาชีพ แล้วก็จะสามารถอยู่ได้ในอาชีพ อย่างมืออาชีพ (เป็นสิ่งที่ครูรอคอย) โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรรม”

ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ ในระยะแรกๆ จะพบกับปัญหา แต่ความตั้งใจของลูกศิษย์ที่จะอยู่ในอาชีพนี้ ทำให้ครูกับศิษย์ก็ไม่เคยมองปัญหาเป็นอุปสรรค แต่กลับมองก้าวข้ามไปสู่การแก้ปัญหาทุกครั้ง บางเรื่องแก้ไม่ได้ในทันที บางเรื่องก็อยู่ที่ปลายจมูกเอง บ้างเรื่องก็สร้างความสุข สร้างความสามัคคี แต่ก็ยังต้องสู้ต่อ ...ปัญหาก็ไม่ได้หมดไป ปัญหาใหม่ก็มีมาเรื่อย ๆ ซึ่งเหตุการณ์และปัญหาที่ประสบมาก่อนหน้านี้ ได้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับครูและลูกศิษย์

หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่สามารถสร้างผู้เรียนให้เกิดทักษะทางด้านอาชีพ เกษตรกรรมที่แท้จริง เป็นรูปธรรม คนทั่วไปรู้สึกได้ ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพด้วยความมั่นใจ และเกิดความภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างเต็มภาคภูมิ
 
อาจารย์ธนพร แสนบุตร
วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์
อาจารย์ประจำแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ ในโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่


“การเกษตรในทุกวันนี้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการผลิตที่พึ่งตนเองโดยใช้ฐาน ทรัพยากรหลักที่มีอยู่ มาเป็นการผลิตโดยใช้ความรู้ในการบริหารการจัดการเป็นหลัก เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน”

หวังไว้ว่าการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนี้จะทำให้นักเรียน นักศึกษาที่จบจากหลักสูตรนี้มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตร มีความรู้และเกิดทักษะ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคตได้จริง สามารถประกอบอาชีพเกษตรได้อย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบที่ดี ความประทับใจที่มีต่อลูกศิษย์หลังจากจบหลักสูตรนี้ไปแล้ว คือ ลูกศิษย์สามารถนำความรู้ที่สอนไปวางแผนประกอบธุรกิจของตนเองได้ในฐาน ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ในพื้นที่จำกัด และสามารถเป็นผู้นำทางด้านเกษตรได้
 
หลักสูตร “พัฒนาเกษตรกรอย่างยั่งยืน” เหมาะสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมอยู่แล้ว และสนใจที่จะใฝ่หาความรู้และทักษะเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มผลผลิตหรือใช้ประโยชน์ ในที่ดินของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะได้รับการฝึกอบรมผ่านเครือข่ายเกษตรกรรม อาทิ เครือข่ายปราชญ์เกษตร ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มเกษตรอินทรีย์ ใช้เวลาฝึกอบรมประมาณ 4-6 เดือน ซึ่งหลักสูตรนี้จะเน้นฝึกเรื่องการคิด วิเคราะห์ เช่น วิธีการจดบันทึกข้อมูลครัวเรือน การทำบัญชีฟาร์ม การดำรงชีพตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และถือเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่จะได้รับการเชื่อมโยงความรู้เพื่อยกระดับการ จัดการตนเองและมีความสามารถในการปรับตัวที่ดี
 
คุณเฉลิม สายโสภา
อายุ 48 ปี ชาวจังหวัดพิษณุโลก
ประกอบอาชีพเกษตรกรมาเป็นเวลา 20 ปี
สมัครเข้าร่วมโครงการในปี พ.ศ. 2552 รุ่นที่ 1


“อาชีพเกษตรกรนั้นเป็นอาชีพที่ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา เพียงแค่เรามีใจรักในอาชีพให้มากๆ รู้จักมีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ทั้งต้นทุนการผลิต ต้องรู้จักว่าพื้นที่ของเราเหมาะสมกับพืชชนิดใด กล้าเสี่ยง ขยันอดทนให้มากๆ”

หลังจากการฝึกอบรมในหลักสูตรนี้แล้ว ทำให้ได้รับความรู้เรื่องชุดตรวจดินหาค่าธาตุอาหารในดิน (NPK) และยังได้ร่วมกับเกษตรจังหวัด ไปเป็นวิทยากรในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่เรื่องดินและปุ๋ยสั่งตัดใน จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องดิน

นอกจากนี้ยังได้นำความรู้ที่จากหลักสูตรมาใช้ในการจัดการที่ดินทำกิน โดยการใช้ชุดตรวจสอบดินเพื่อหาค่าธาตุอาหารในดินว่าดินมีค่าธาตุอาหารเป็น อย่างไร แล้วจึงจะผสมปุ๋ยใช้เองตามสภาพดิน ความรู้เรื่องวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของดิน หลังจากฤดูการเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว จะใช้การไถกลบตอซังแทนการเผาทำลาย และมีการหว่านถั่วต่างๆเพื่อคลุมหน้าดิน และยังสามารถไถกลบเป็นปุ๋ยได้ด้วย และความรู้เรื่องการทำบัญชีครัวเรือน ด้วยการจดบันทึกรายรับรายจ่ายของครอบครัวอยู่เสมอ เพื่อที่เราจะได้รู้ถึงที่มาที่ไปของเงิน และยังทำให้เรารู้ถึงการใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นด้วย

ปัจจุบันพอทำได้เองแล้ว ก็มีโอกาสได้ถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อน ๆ ในชุมชนเดียวกันโดยการหนุนเสริมของ ส.ป.ก. และ สกว. ด้วย
 
คุณประดิษฐ์ ใจรังษี
นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการ
ผู้อำนวยการกลุ่มปฏิรูปการจัดการและพัฒนาเกษตรกร
สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน จังหวัดพิษณุโลก


“หากสามารถเข้าใจตนเองและมีทัศนะที่ดีต่อการเกษตรแล้ว ก็จะสามารถเป็นเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จในอาชีพการเกษตรได้เป็นอย่างดี”

หวังว่าการจัดการเรียนการสอนลักษณะนี้จะทำให้เกษตรกร มีความเป็นอยู่ที่มั่นคงและยั่งยืน คือ สามารถพึ่งตนเองได้ พึ่งผู้อื่นหรือปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด ในเบื้องต้นหวังให้เกษตรกรสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ก่อน กล่าวคือ มีรายได้เท่าเดิม แต่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ หรือมีต้นทุนการผลิตเท่าเดิม แต่มีผลผลิตและรายได้มากขึ้น

การทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถือเป็นความสำเร็จของการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร ส่วนความประทับใจที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้คือ เกษตรกรที่เข้ารับการฝึกอบรมได้ตั้งใจนำความรู้ไปปรับใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินการอยู่ ได้อย่างเป็นรูปธรรม เกิดกลุ่มสนใจ กลุ่มเรียนรู้ และกลุ่มกิจกรรมเป็นจำนวนมาก และแต่ละกลุ่มก็สามารถปฏิบัติได้เป็นอย่างดี เหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดผลเหล่านี้คือ การให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ทำให้การเรียนการสอนตรงกับปัญหาและความต้องการของเกษตรกรโดยแท้จริง

ถามตนเองแล้วหรือยังว่า “รักการเกษตรจริงหรือ”
ถามตนเองแล้วหรือยังว่า “ชอบทำการเกษตรหรือไม่”
ถามตนเองแล้วหรือยังว่า “ทำการเกษตรแล้วจะยั่งยืนอย่างไร”
อย่าถามคนอื่นว่าทำอะไรดี “ต้องถามตัวเองว่าชอบและอยากทำอะไร” ( เพราะว่าทุกคนจะทำสิ่งที่เราชอบได้ดีที่สุด )
 
สนใจสมัครเข้าร่วมอบรมหลักสูตรใด ติดต่อได้ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)
โทร. 081-777-1990 (คุณวินัย) http://www.alro.go.th
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 105    หน้าที่ : 14    จำนวนคนเข้าชม : 1720   คน